เอกสารเผยแพร่
template

ทิศทางของแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่ธุรกรรมทางออนไลน์

หากเราจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนการทำธุรกรรมทางออนไลน์ควรจะต้องมุ่งเน้นกับธุรกิจประเภทไหนบ้าง สิ่งนี้คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนอาจจะเคยตั้งคำถามเมื่อมีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว หากพิจารณาถึงกลุ่มของธุรกิจในประเทศไทยก็จะมีทั้งกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ จนถึงขนาดย่อม แต่เมื่อมองถึงช่องทางการสนับสนุนธุรกิจแล้ว เราไม่ควรจะมองข้ามกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะเป็นกลุ่มสำคัญที่จะผลักดันไปสู่การเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ต่อไปได้ในอนาคต แล้วกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีลักษณะเป็นอย่างไร ปัจจุบันเรามีการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มธุรกิจดังกล่าวอย่างไรบ้างนั้น สามารถพิจารณาได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แผนการดำเนินงานในปัจจุบัน และผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ก่อนอื่นคงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจกับกลุ่มธุรกิจดังกล่าวก่อน
 
กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(Small and medium enterprises หรือ SMEs) ในที่นี้ เป็นการประกอบกิจการที่ใช้เงินทุนในการประกอบธุรกิจจำนวนไม่มาก มีขอบเขตการดำเนินงานอยู่ในตลาดที่ไม่กว้างมากนัก การแบ่งกลุ่มของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถแบ่งได้จากลักษณะของการกำหนดธุรกิจได้แก่ การแบ่งตามการจ้างงานโดยมีการจ้างตั้งแต่ไม่เกิน 15 คน จนถึง 200 คน  และการแบ่งตามมูลค่าสินทรัพย์ถาวรของธุรกิจประเภทต่างๆ ทั้งธุรกิจผลิตสินค้า การบริการ ค้าส่ง และค้าปลีก ตั้งแต่ไม่เกิน 30 ล้านบาท จนถึง 200 ล้านบาท ซึ่งการแบ่งดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 SMEsเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงและส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ ช่วยในการกระจายความเจริญและพัฒนาด้านต่างๆ ออกสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นเพื่อลดปัญหาการกระจุกตัวของธุรกิจตามเมืองใหญ่ที่จะนำไปสู่การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
 
ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม SMEs ที่สำคัญ คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543โดยทำหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายและกำหนดแผนแม่บท การผลักดัน และสนับสนุนเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการพัฒนาระบบส่งเสริม SMEs ที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ได้มีการกำหนดแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2555-2559) ขึ้น 
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานของแผนในระยะที่ผ่านมา (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550-2554) พบว่า สัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของ SMEs ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product) ระหว่างปี 2551-2553 นั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าอยู่ที่ร้อยละ 38.10, 37.80  และ 37.10 ตามลำดับ ซึ่งมีสาเหตุมาจากวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2551แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2554 สัดส่วนของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของ SMEs ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ กลับมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ42 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงสภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดีเมื่อ SMEs มีโอกาสการพัฒนาไปสู่การขยายตัวได้จึงถือเป็นช่องทางหนึ่งหากเราจะส่งเสริมการทำธุรกรรมทางออนไลน์ให้กับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวผนวกเข้าไปด้วยเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

หากมองจากการดำเนินงานตามแผนการพัฒนา SMEs ที่ผ่านมาจะมุ่งในการเพิ่มศักยภาพในภาพรวมทั้งในด้านการพัฒนาทั้งในด้านบุคลากรและสถานประกอบการ การพัฒนานวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาปัจจัยที่เอื้อในการดำเนินธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการระบบให้มีความทันสมัยที่มีการพัฒนาศูนย์บริการข้อมูล รวมถึงศูนย์บริการข้อมูลและองค์ความรู้สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME Corner การพัฒนาช่องทางการตลาดและการส่งเสริมการตลาดเพื่อรองรับการให้บริการแก่ SMEsในรูปแบบต่างๆ การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการส่งเสริมระบบและเครื่องมือทางเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้ SMEs โดยการจัดทำเครือข่ายเชื่อมโยงธุรกิจและพัฒนาซอฟต์แวร์มาตรฐานกลาง

เมื่อมาพิจารณาถึงแผนการส่งเสริม SMEs ในฉบับที่ 3 นั้น จะเห็นว่าได้มีการพัฒนาแนวทางโดยมุ่งสนับสนุนธุรกิจ โดยแบ่งตามระยะเวลาการเติบโตของธุรกิจ ทั้งในระดับเริ่มต้น (Start-up) ขั้นเติบโต (Growth & Maturity) และขั้นการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Turn around) ที่ครอบคลุมมิติเชิงพื้นที่ ทั้งในระดับภาพรวมของประเทศ กลุ่มจังหวัดและรายจังหวัด โดยปัจจัยแวดล้อมที่จะเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ SMEs ของไทยจะมีทั้งในส่วนของฐานข้อมูล การรวบรวมองค์ความรู้ กฎระเบียบ เงินทุน บุคลากร ทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีและนวัตกรรม การตลาด และการบริหารความเสี่ยง สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยในระยะยาว ที่จะต้องผนวกกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและรองรับการแข่งขันที่มีมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงแนวทางดังกล่าวแล้วจะพบว่า ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ คือ ความต่อเนื่องของการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ศักยภาพและความพร้อมของ SMEs ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบในบางช่วงเวลา พร้อมกับการส่งเสริมและสนับสนุนในส่วนอื่นๆ ประกอบทั้งในส่วนของแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาลงทุนในการขยายกิจการ การส่งเสริมความรู้ในเรื่องระบบบริหารจัดการ การพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานเพื่อให้เกิดความชำนาญ การส่งเสริมของหน่วยงานภาครัฐให้ขยายไปยังภาคอื่นๆ นอกเหนือจากภาคการผลิต การสนับสนุนทางด้านการตลาด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่

จากแผนดังกล่าวข้างต้นยังมีในส่วนของกิจกรรมการดำเนินงาน ที่เป็นการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติที่มีการดำเนินงานโดยหน่วยงานต่างๆ เช่น โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในมิติต่างๆ เช่น การบริหารการตลาด กลยุทธ์ธุรกิจและแผนการตลาด การสร้างภาพลักษณ์สินค้า และการบริหารการผลิตเพื่อลดต้นทุน เป็นต้น ที่จัดโดยสำนักพัฒนาผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมซึ่งที่ผ่านมาได้มีผู้สนใจเข้ารับการอบรมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545แต่สิ่งที่ยังขาดในส่วนนี้ คือ การติดตามผลของผู้ประกอบการภายหลังผ่านการอบรมแล้ว ว่ามีการนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จมากเพียงใด สำหรับในส่วนของการสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ จะเป็นในลักษณะของการรวมกลุ่มกันในรูปแบบของ SME club ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของสมาชิกนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ ซึ่งได้รับความสำเร็จมาแล้วในแต่ละสายธุรกิจเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้แก่สมาชิกในการเริ่มต้นธุรกิจหรือพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น ที่นอกจากจะแนะนำในส่วนของการบริหารจัดการแล้วจะมีเพิ่มเติมในส่วนของการผลักดันธุรกิจในรูปแบบของออนไลน์ด้วย เช่น วิธีการโปรโมตผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญของการทำการค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การผลักดันการทำธุรกรรมทางออนไลน์ให้กับกลุ่ม SMEs ที่สำคัญ คือ การให้ความรู้ ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการผนวกการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรฐานการจัดทำเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ใช้งานง่าย สะดวก สามารถระบุตัวตนได้บนโลกออนไลน์ โดยธุรกิจอาจจะมีสถานที่ตั้งจริง หรืออาจจะไม่มีหน้าร้านก็ได้ มีกระบวนการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ระบบการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ กระบวนการขนส่งที่รวดเร็ว เป็นต้น หรืออาจจะต้องมีต้นแบบของเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกรรมทางออนไลน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เป็นแบบอย่างและดึงดูดให้ผู้ประกอบการเห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ที่จะได้รับอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้ในระยะยาวจะส่งผลต่อการขยายตัวในทางธุรกิจ และนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ ที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นควบคู่กันไป พร้อมๆ ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ ต้องอาศัยพันธมิตรที่สำคัญที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจ SMEsร่วมกันต่อไป 



อ้างอิง

  1. พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543
  2. แผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2555-2559)
  3. www.sme.go.th
  4. www.thaichamber.org

 

วันที่เผยแพร่ 6 ธันวาคม 2554
วันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 6 ธันวาคม 2554

Tag :