เอกสารเผยแพร่
template

การวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อประกอบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี (12 เมษายน 2555)

ที่มา ความสำคัญ และความหมาย
  1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2551 ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางในการคัดเลือกแผนงาน/โครงการในการวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล โดยให้ส่วนราชการแนบผลการวิเคราะห์ฯ ประกอบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 ให้ความเห็นชอบให้แต่ละส่วนราชการต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล ประกอบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 และปีต่อๆ ไป ตามแนวทางที่สำนักงบประมาณกำหนด
ความเสี่ยง คือ เหตุการณ์/การกระทำใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและจะส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายทั้งที่เป็นตัวเงิน และไม่เป็นตัวเงิน  หรือความล้มเหลวหรือลดโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมาย ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล หมายถึง โอกาสที่ผลผลิตของการดำเนินงานไม่บรรลุผลลัพธ์อันเนื่องมาจากการขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ
 
เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล
  1. เพื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานให้ครบถ้วน มีการค้นหา ระบุและวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างมีธรรมาภิบาล ให้แผนงาน/โครงการที่ได้รับการคัดเลือก สามารถให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เพื่อสร้างหลักประกันว่า การของบประมาณของส่วนราชการ มีความรอบคอบรัดกุมโดยคำนึงมาตรการป้องกันและแก้ไขโอกาสผิดพลาดหรือความเสี่ยงเป็นการล่วงหน้า
  3. เพื่อสร้างหลักประกันว่า ระบบการตรวจราชการ จะสามารถมีบทบาทในการลดความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาลได้ตามข้อมูลที่ส่วนราชการได้มีการวิเคราะห์ไว้แล้วล่วงหน้า
หลักเกณฑ์การคัดเลือกแผนงาน/โครงการ
  1. เป็นแผนงาน/โครงการที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการบรรลุผลตามเป้าหมายกระทรวง ส่วนราชการ/ รัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวง กลุ่มจังหวัด หรือจังหวัด และ
  2. เป็นแผนงาน/โครงการที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สิ่งแวดล้อมหรือการให้บริการขั้นพื้นฐานของประชาชน และ
  3. เป็นแผนงาน/โครงการที่ใช้งบประมาณสูงเมื่อเปรียบเทียบกับแผนงาน/โครงการอื่นของส่วนราชการ / รัฐวิสาหกิจหรือต่างส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ ภายใต้กระทรวงเดียวกัน และ
  4. เป็นแผนงาน/โครงการอื่นที่ส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจหรือผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีหรือผู้ตรวจราชการกระทรวงเห็นควรให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล
ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์  ประกอบด้วย
  1. ความเสี่ยงด้านแนวทางการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกัน (Key Risk Area) เป็นความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุด  มีสาเหตุมาจากการที่เนื้อหาของแผนงาน-โครงการไม่ตอบสนองต่อประเด็นยุทธศาสตร์หรือนโยบายของจังหวัด กลุ่มจังหวัดและรัฐบาล  และขาดการประสานการดำเนินงานระหว่างภาคีหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลสำเร็จอย่างยั่งยืนของแผนงานโครงการ
  2. ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ทางการเมือง (Political Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดความรับผิดชอบต่อการใช้งบประมาณจำนวนมาให้เกิดความคุ้มค่าโดยมีกลไกที่พอเพียงในการตรวจสอบประเมิน  จนอาจส่งผลให้เกิดผลกระทบทางลบจากสื่อมวลชนได้
  3. ความเสี่ยงด้านการสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของประชาชน (Negotiation Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงต่อแผนงานโครงการ และการดำเนินงานตามแผนงานโครงการ มิได้กระจายผลประโยชน์ที่ถูกต้อง ชอบธรรมไปยังภาคส่วนที่ได้ควรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล  ประกอบด้วย
  1. หลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (Public Accountability) หมายถึง การกำหนดผู้รับผิดชอบโครงการซึ่งอาจเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน โดยผู้รับผิดชอบจะต้องสามารถอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับโครงการได้ (answerability) และรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากแผนงาน/โครงการนั้นๆ
  2. หลักการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Public Participation) หมายถึง การเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ได้รับรู้และร่วมตัดสินใจ โดยการมีส่วนร่วมอาจอยู่ในรูปแบบของการเข้าร่วมโดยตรง หรือผ่านทางหน่วยงาน หรือตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ จะต้องมีการสรุผลข้อคิดเห็นที่ได้จากผู้เกี่ยวข้อง และนำข้อคิดเห็นนี้ไปประกอบการวางแผนดำเนินโครงการและการจัดสรรงบประมาณโครงการด้วย
  3. หลักการสนองตอบรับ (Responsiveness) หมายถึง การสนองตอบรับปัญหาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ภายใต้กรอบเวลาที่สมเหตุสมผล และเป็นไปตามแผนที่ตกลงกัน ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า การวางแผนโครงการต้องเป็นไปตามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกประการ แต่ให้ดำเนินการตามเงื่อนไของความจำเป็น กรอบเวลา และงบประมาณที่สมเหตุสมผล โดยต้องคำนึงถึง “หลักความเสมอภาค” ด้วย
  4. หลักนิติธรรม (Rule of Law) หมายถึง การดำเนินงานที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ลำเอียง ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยแผนงาน/โครงการนั้น ต้องไม่ขัดต่อสิทธิมนุษยชน
  5. หลักคุณธรรม (Virtue) หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างสุจรติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างสุจริต โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง หน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น
  6. หลักความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง การนำเสนอข้อมูลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบถึงผลกระทบจากแผนงาน/โครงการ ทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างรอบด้าน ตรวจสอบความถูกต้อง มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และผู้ได้รับผลกระทบ สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย ข้อมูลที่ได้รับต้องพอเพียง และอยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจ
  7. หลักความเสมอภาค (Equity) หมายถึง การที่สมาชิกของสังคมทุกคนที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยเสมอภาค ไม่มีกลุ่มใดที่ถูกกีดกัน
  8. หลักความคุ้มค่า (Value for Money) หมายถึง มีวิธีการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับโครงการทางเลือกอื่นๆ โดยมีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของทรัพยากรที่ต้องใช้ในการดำเนินงานในประเด็นเกี่ยวกับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุน หรือการได้ประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม 
ปัจจัยความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก  ประกอบด้วย
  1. ความเสี่ยงด้านการเมืองและสังคม หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองทั้งการเมืองระดับประเทศ การเมืองระดับท้องถิ่นและรวมถึงการเมืองภายในองค์กร ตลอดจนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรมและค่านิยม เช่น ความต่อเนื่องเชิงนโยบายของรัฐบาล, การแทรกแซงจากบุคคลภายนอก, ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างผู้บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ความร่วมมือของผู้บริหารภายในองค์การ, ความร่วมมือจากสหภาพแรงงานขององค์กร, ความร่วมมือระหว่างกลุ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  2. ความเสี่ยงด้านการเงินและเศรษฐกิจ หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเงิน และเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย เป็นต้น
  3. ความเสี่ยงด้านกฎหมาย หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอนของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ตามกฎหมาย รวมไปถึงการทำนิติกรรมสัญญาต่างๆ
  4. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านเทคโนโลยี
  5. ความเสี่ยงด้านการดำเนินการ หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยด้านการดำเนินการ
  6. ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม/ภัยธรรมชาติ หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น การก่อความไม่สงบ น้ำท่วม หรือพายุฝน เป็นต้น
ทางเลือกในการบริหารจัดการความเสี่ยง
  1. ลดความรุนแรงของความเสี่ยง (Risk Reduction) โดยการลดระดับความรุนแรงของการเกิดผลกระทบ และลดความเป็นไปได้ในการเกิดผลกระทบ ซึ่งวิธีที่จะลดความเสี่ยงสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยง เช่น การมีแผนบริหารความเสี่ยง การมีระบบสัญญาณเตือนภัย การมีแผนอพยพ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดปัจจัยเสี่ยง การมีแผนสำรองฉุกเฉินสำหรับกรณีที่หากเกิดปัจจัยเสี่ยงขึ้นจริง ก็จะสามารถรองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะช่วยลดขนาดของความสูญเสียลงได้ เป็นต้น
  2. การถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) โดยการให้หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลอื่น มาดำเนินกิจกรรมที่มีความเสี่ยงนั้นๆ แทน  เนื่องจากเล็งเห็นว่า จะสามารถดำเนินการได้ดีกว่า คล่องตัวกว่าและจัดการกับความเสี่ยงได้ดีกว่า ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การจ้างผู้ดำเนินการภายนอก (Outsourcing) การทำประกัน (Insurance) เป็นต้น
  3. การแบ่งรับความเสี่ยง (Risk Sharing) โดยการถ่ายทอดความเสี่ยงบางส่วนให้ผู้อื่น/หน่วยงานอื่นร่วมรับผิดชอบ โดยอาจกระทำด้วยกลไกของสัญญา เช่น กำหนดไว้ในสัญญาจ้างว่า หากเกิดผลกระทบจากความเสี่ยงบางตัว (เช่น ต้นทุนที่ผันผวน) คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ
  4. การกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) โดยทำให้ความเสี่ยงกระจายเป็นหลายส่วน ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เช่น การใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตหลายแห่ง
  5. การแบกรับความเสี่ยง (Risk Acceptance) เหมาะกับความเสี่ยงที่โอกาสในการเกิดต่ำ และความรุนแรงของผลกระทบไม่สูงนัก อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ การแบกรับความเสี่ยงไม่ใช่การที่หน่วยงานยอมให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องดำเนินการใดๆ แนวทางในการจัดการอาจเป็นลักษณะของการสร้างความตระหนักให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ถึงปัจจัยเสี่ยง โอกาสในการเกิด และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมการรับมือไว้ล่วงหน้าได้
  6. การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) หากความเสี่ยงนั้นมีโอกาสในการเกิดสูง และความรุนแรงของผลกระทบมีสูงมากจนไม่สามารถบริหารจัดการได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ก็ควรใช้วิธีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช่น เปลี่ยนวิธีการดำเนินการ หรืออาจถึงขั้นไม่ดำเนินการกิจกรรมดังกล่าว

 



อ้างอิง
  1. คู่มือการวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล : ฉบับผู้จัดทำคำของบประมาณ โดยสำนักงบประมาณ, มกราคม 2555
  2. ข่าวเศรษฐกิจ (มติคณะรัฐมนตรี) วันพุธที่ 9 เมษายน 2551 / http://www.ryt9.com/s/cabt/338340
  3. หลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล  โดย ดร.อรัญ  โสตถิพันธุ์
  4. ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล โดย นางกฤษนันท์  ทะวิชัย  หัวหน้าฝ่ายนโยบายและแผน  สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย
  5. การวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล อีกหนึ่งเวอร์ชั่นในมิติของงบประมาณแผ่นดิน / MSU Knowledge management
  6. การวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาล  โดย นางสาวสุธีรา  พักตร์วิไล  นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ

 

วันที่เผยแพร่ 25 เมษายน 2555
วันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 7 พฤษภาคม 2556

Tag :