email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 12.06.2017 (6 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 17.12.2017 | อ่าน 2683

พลิกแบรนด์ดัง สร้างแบรนด์โดน ด้วยการตลาดออนไลน์ (ตอนที่ 2)


ทำการตลาดด้วยช่องทางออนไลน์ ทางไหนใช่ ทางไหนเวิร์ก

 

“หัวใจหลักของธุรกิจคือ การตลาดจะดีอย่างไร แต่อย่าลืมเรื่อง Product หรือสินค้า อพิชาต บวรบัญชารักษ์ เจ้าของ Laemgate Infinite (แหลมเกต อินฟินิต) ร้านซีฟู้ด บุฟเฟ่ต์ อะลาคาร์ท ที่พลิกธุรกิจด้วย Viral Marketing ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จนแบรนด์ติดตลาดและได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ประธานบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KARMART ผู้นำเข้า ส่งออก และจัดจำหน่ายเครื่องสำอาง ที่ปั้นแบรนด์ด้วย Marketing Online ให้กลายเป็นแบรนด์ในใจผู้บริโภคยุคใหม่

แม้ Product ดี ก็อาจมีดาบสองคม

อพิชาต กล่าวว่า แหลมเกตไม่เคยหยุดนิ่งเรื่อง Product และโชคดีที่รุ่นพ่อรุ่นแม่ซึ่งเคยทำร้านแหลมเกตที่จังหวัดชลบุรี ได้สร้างฟาร์มหอยนางรมไว้ ทำให้สามารถบริหารจัดการในเรื่องต้นทุนของหอยนางรมได้ดีที่สุดและได้มากที่สุด ซึ่ง ณ วันนี้ เป็น Product ที่ทำให้ทุกคนพูดถึงแหลมเกต อย่างไรก็ตาม ก็เหมือนดาบสองคม เพราะคนที่รับประทานเข้าไปมาก ๆ อาจจะเกิดอาการเสาะท้อง ดังนั้น สิ่งที่แหลมเกตทำ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อใจและเชื่อมั่นก็คือ การทำพันธสัญญาร่วมกันกับลูกค้าว่า หอยนางรมเป็นของสด ดังนั้น การรับประทานของสด ลูกค้าจะต้องรับผิดชอบตัวเองด้วย ถ้าไม่รับในข้อนี้ก็ไม่ควรมาใช้บริการของที่นี่ ลูกค้าจะต้องยอมรับในจุดนี้ให้ได้ เพราะทางร้านไม่สามารถการันตีให้กับทุกคนที่รับประทานได้

สร้าง Value ด้วยการจอง ส่งความสุขด้วยความพร้อม

ด้วยบทเรียนจากร้านที่มีชื่อเสียง ที่ต้องชื่อเสีย เพราะ 1) การบริการไม่พร้อม 2) บางทีลูกค้ามาถึงแล้วไม่ได้รับประทาน เพราะของไม่พอ แหลมเกต ได้สร้างคอนเซ็ปต์ให้เป็นเหมือนโรงละคร คนที่อยากมารับประทานที่นี่ต้องจองก่อนเท่านั้น เพื่อให้สามารถอำนวยความต้องการและความสะดวกสบายของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ เพราะแต่ละวันสามารถคาดการณ์จำนวนลูกค้าที่จองผ่านระบบมา เพื่อเตรียมของที่สดใหม่และมีคุณภาพในการทำอาหารได้อย่างเพียงพอ ไม่เหลือและไม่ขาด สถานที่พร้อมรองรับคนแต่ละรอบได้โดยไม่ต้องรอ โดยเมื่อต้องจองเหมือนโรงละครแล้ว ก็ตกแต่งร้านให้สวยงามเหมือนโรงละคร ภาชนะ จานชาม แม้แต่กระดาษรองจานก็จัดวางแบรนด์แหลมเกตให้คนจดจำ พร้อมด้วยพนักงานพร้อมให้บริการที่แต่งตัวและแต่งหน้าอย่างสวยงาม สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์โรงละคร สามารถบริการลูกค้าได้อย่างเพียงพอและทันใจ

“แหลมเกตจะรู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งเรารับได้เท่านี้ มากที่สุดคือ 1,000 คน และทุกวันนี้ ถ้าศุกร์-อาทิตย์ เต็มทุกที่นั่งอยู่แล้ว ดังนั้น การ Booking Reservation ก็เพื่อให้รู้ว่า ลูกค้าจะมาวันไหน เวลาไหน และวัตถุดิบจะได้เพียงพอสำหรับลูกค้า สิ่งสำคัญต่อธุรกิจของเราคือ เราให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบ ต้องสด ของทุกอย่างส่งตรงจากศรีราชาทุกวัน ดังนั้น เราก็ต้องรู้ว่าลูกค้าจำนวนเท่าใด แล้วไม่มีของเหลือ ของขาดก็ไม่มี นี่คือคุณภาพของธุรกิจร้านอาหาร

ทุกอย่างต้อง “Wow” สุดท้ายจะเป็น Content และ Viral ของมันเอง

ด้วย Identity Brand ที่ว่า แหลมเกตเป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นโรงงานที่ผลิตความสุข แค่จองเหมือนโรงละครแล้วยังไม่พอ คนที่เข้ามาในร้านต้องรู้สึกถึงความเป็นโรงละครด้วย ทั้งศิลปะการตกแต่งร้าน การจัดเตรียมและตกแต่งอาหาร ภาชนะทุกอย่าง การแต่งกายและแต่งหน้าของพนักงาน ฯลฯ ทุกอย่างต้องดู “ว้าว” ตั้งแต่ลูกค้ายังไม่ได้รับประทานอาหาร และทุกคนต้องอยากถ่ายรูปที่นี่ ซึ่งศิลปะที่ใส่เข้าไปในร้านทั้งหมดก็คือ Content และ Viral ในที่สุด

“บางคนไปรับประทานบุฟเฟ่ต์ร้านอื่น ผมเชื่อมันแค่อิ่ม แต่ไม่ได้ถ่ายรูป แต่แหลมเกต อิ่มแล้วได้ถ่ายรูป พอได้ถ่ายรูปไปแล้วเกิดการแชร์ ดังนั้นก็เลยมีรูปแหลมเกตหรือรูปบรรยากาศ รูปอะไรของร้านอาหารแหลมเกต อยู่ในโลกออนไลน์อยู่สม่ำเสมอ นี่คือการวางหมากของแหลมเกต

ออนไลน์เพิ่มโอกาส เราจะโตและโต

ทางฝั่ง KARMART ซึ่งทุกวันนี้มีหน้าร้านประมาณ 60 สาขา โดยยอดขายหน้าร้านซึ่งเป็นตลาดฝั่งออฟไลน์นั้นมีสัดส่วนที่มากกว่ายอดขายตลาดออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ยอดขายในฝั่งออนไลน์ก็เติบโตขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่า 30% แต่สิ่งที่ พงศ์วิวัฒน์ เห็นว่าสำคัญกว่าคือ การทำการตลาดออนไลน์

การมีช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์จะเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน หากมีแค่ร้านออนไลน์อย่างเดียว บางครั้งความน่าเชื่อถือของตัวร้านจะลดลงไป หรือบางคนมีเฉพาะร้านออฟไลน์อย่างเดียว บางครั้งคนก็ไม่สะดวกซื้อ ไม่มีเวลาไป หรือหากเขาอยากจะดูข้อมูลอื่นเพิ่มเติมก็ดูไม่ได้ ร้านนั้นก็พลาดโอกาสในการซื้อขาย

การมีตลาดออนไลน์เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการได้ลูกค้าจากต่างประเทศ เช่น ลูกค้าที่ซื้อส่งหรืออยากเป็นตัวแทนจำหน่าย ซึ่งออนไลน์เป็นมากกว่าการเป็นแค่ร้านค้า แต่คือโอกาสของคนและสินค้า

“อย่างที่อังกฤษ ก็มีคนติดต่อแล้วบินมาหาเราเลย เขาเห็นเราจากออนไลน์ โดยเราไม่ต้องไปนำเสนอเขา แบบเขา Search หาไปเรื่อย ๆ เจอปุ๊บ ถ้าเขาชอบ เขาก็จะมาดู”

คิดค้นนวัตกรรม ไม่ใช่ตาม แต่ต้องนำคนอื่น

KARMART วางตัวเป็นแพลตฟอร์มด้วยคอนเซ็ปต์ UNIQUE BEAUTY SOLUTION สยบจบทุกปัญหาสวย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย ตุ๊ด เกย์ กะเทย เก้ง กวาง ต้องสามารถที่จะสยบจบทุกปัญหาสวยหรือความหล่อได้จริง ๆ ไม่ว่าจะนึกถึงอะไร ซึ่งบางอย่างก็ Exotic (แปลก ไม่ซ้ำใคร) นิดหน่อย เช่น ร่องก้นดำ หัวนมดำ รักแร้ดำ แม้กระทั่งจุดซ่อนเร้นต่าง ๆ จะทำอย่างไร ซึ่งอาจจะหาไม่ได้ในแบรนด์ระดับสูง (High Brand) แต่หาได้ที่นี่ รวมทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคนแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นการไม่หยุดยั้งการพัฒนานวัตกรรมเครื่องสำอางอันถือเป็นปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จของ KARMART

“เรามีโลชั่นสาวโสด โลชั่นสำหรับเก้งกวาง โลชั่นสำหรับกลุ่มที่เป็นทอมดี้ ก็มีนะครับ เรียกว่า specify สำหรับคนทุกกลุ่มทุกประเภทจริง ๆ ที่เราเรียกว่า คิดค้นและวิจัยสินค้าขึ้นมา อย่างไม่หยุดยั้งนวัตกรรมเครื่องสำอางเพราะว่าเราชอบคิดแปลก แล้วคิดใหม่อยู่เสมอ

พงศ์วิวัฒน์ เล่าถึงผลิตภัณฑ์ทาตัวขาวที่มีจุดเริ่มต้นจากการนำ BB Cream สำหรับทาหน้ามาขายแล้วล้นสต็อก ก็เลยพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยนำลองมาทาตัวดู ผลปรากฏว่าเรียบเนียนดีมาก สีผิวที่ตัวก็สว่างขึ้นเท่ากับสีของหน้าและคอ ทีนี้หน้าก็ไม่ลอย ในขณะที่สามารถกันน้ำและริ้วรอยได้ดี จึงไปจดแจ้งใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ทาตัว ปรากฏว่าขายดีมาก จนต้องผลิตสินค้าออกมาเป็นครีมกลูต้าทาตัวที่ขายดีถึงปัจจุบัน

อีกสินค้าคือ CC Cream ที่พัฒนาสูตรมาจากประเทศเกาหลี ในช่วงแรกที่คนรู้จักแต่ BB cream ซึ่งแบรนด์ภายใต้ KARMART ได้ทำเป็นเจ้าแรก ด้วยเนื้อครีมที่มีความบางเบามากกว่า BB Cream เกลี่ยซึมได้ง่าย ไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ ระหว่างวันที่มีเหงื่อหรืออะไรก็ตามสีของรองพื้นก็จะไม่ดรอปไป ซึ่งตอบโจทย์คนไทย ทั้งเรื่องที่ไม่ชอบอะไรที่หนา หนักหน้า และไม่หวั่นเวลาโดนแดด ความร้อน หรือเหงื่อ

“บางคนทาตอนเช้า หน้าผ่อง พอตอนเย็นหน้าเทาแล้ว เพื่อนก็จะล้อว่าทำไมแบบเลือกรองพื้นผิดเบอร์หรือเปล่า ซึ่งบางครั้งเลือกถูกเบอร์ แต่พอระหว่างวันเจอเหงื่อ สีผิวจะดรอปไป หน้าก็ดูหมอง ๆ เราก็เป็นคนแรกที่ออกตัว CC Cream พอออกมาปุ๊บยังไม่มีใครมี ก็เป็นกระแส”

ความสำเร็จของ CC Cream ก็เริ่มมาจากออนไลน์ก่อน เมื่อคนนำไปลองใช้และรีวิวกัน จนเกิดการรับรู้หรือ Awareness โดยสามารถขายสินค้านี้มาครบ 100,000,000 ชิ้น ภายในระยะเวลาแค่ 5 ปี จนแบรนด์ใหญ่ ๆระดับโลกที่อยู่ที่ประเทศไทย ได้ซื้อสินค้าของ KARMART เพื่อไปพัฒนาและวิจัยบ้าง

“ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ในระดับ Local หรือ Global ออก CC Cream เรียกว่า Counter Brand ทุก ๆ แบรนด์ก็ออก CC Cream กันหมด ซึ่งก็ค่อนข้างภูมิใจ เราเป็นคนคิดออกมาก่อนคนแรก แล้วเกาหลีแบรนด์ดัง ๆ ก็ออก CC Cream กันทุกคนเลย เพราะฉะนั้นคือเป็นจุดแข็งที่เป็นไอเดียที่เราคิดขึ้นมาเป็นนวัตกรรมเครื่องสำอางเหมือนแบบคาดการณ์ไม่ได้ 

สินค้าของ KARMART ออกมาประมาณเกือบ 2,000 รายการ และมีสินค้าออกทุกเดือน เพราะมองว่าสินค้าเครื่องสำอางเป็นสินค้ากึ่งแฟชั่น ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ใช่ตามคนอื่น แต่ต้องก้าวหน้าไปกว่าคนอื่น ต้องคิดอะไรที่ใหม่ ๆ แล้วคนอื่นไม่มี เพื่อจะทำให้ KARMART เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ทำตลาดออนไลน์ ช่องทางตรงไหนดี

ช่องทางในการทำการตลาดออนไลน์ ไม่มีช่องไหนถูก ไม่มีช่องไหนผิด แต่ต้องพยายามลองทุกช่องทาง โดยต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย เพื่อกำหนด Content และช่องทางออนไลน์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

สำหรับ อพิชาต เนื่องจากลูกค้าของแหลมเกตเป็นกลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) ช่องทางการตลาดออนไลน์ที่แหลมเกตทำ จึงผ่านออกแค่ช่องทางเดียวคือ เฟซบุ๊ก โดย 1) Content ต้องเจ๋งจริง 2) ต้องมีพันธมิตรที่ดี พอโพสต์ Content ลงไป ก็จะเกิดการแชร์ไปยังช่องทางต่าง ๆ  

ส่วนการเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการทำการตลาดของ พงศ์วิวัฒน์ นั้นพยายามเลือกทำทุกช่องทาง เพราะออกโฆษณาไป ลูกค้าจะสามารถหาซื้อสินค้าได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น 7-11 แฟมิลี่มาร์ท มินิบิ๊กซี โลตัสเอกซ์เพรส ถ้าอยากซื้อแล้วเดินอยู่ริมถนนก็ซื้อได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการใช้สื่อจึงค่อนข้างใช้สื่อที่เป็น Mass โดยลงทุกแพลตฟอร์ม แต่ละแคมเปญก็จะเลือกลงตั้งแต่

  • เว็บไซต์ ที่มีการอัปเดตข้อมูลทุก ๆ สัปดาห์ เมื่อสินค้าเข้าใหม่ก็สามารถเข้าไปดูได้ทันที พงศ์วิวัฒน์กล่าวว่าถ้าใครมีแบรนด์สินค้า แนะนำให้ทำเว็บไซต์ เพราะจะมีความน่าเชื่อถือ แสดงให้เห็นว่าเรามีตัวตน รู้ว่าเราคือใคร อยู่ที่ไหน สินค้าคืออะไร มีที่มาที่ไป เมื่อมีอะไรที่ผิดแปลกขึ้นมา เช่น สินค้าผิดสเป็ก หรือแพ้ระคายเคือง ไม่ว่าอะไรก็ตาม ก็สามารถติดต่อผู้ประกอบการได้ ไม่เหมือนพวกที่มีเฉพาะ LINE อย่างเดียว เวลามีปัญหา เขาอาจจะปิด LINE หายไปเลยก็ได้
  • เฟซบุ๊ก เพราะคนไทยใช้เฟซบุ๊กติดอันดับท็อปของโลก เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมี ความสำคัญคือ  การทำให้เกิดการรับรู้หรือ Awareness ทำให้คนสนใจสินค้าของแบรนด์ สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ดี เป็นตัวโปรโมตให้เกิดการซื้อในช่องทางอื่น ๆ หรือซื้อหน้าร้านออฟไลน์ได้ แต่พอมี Facebook Live ขึ้นมา พงศ์วิวัฒน์ก็เห็นว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ เกิดเป็นหน้าร้านออนไลน์แบบถ่ายทอดสด ซึ่งสามารถขายของได้มากกว่าที่มีหน้าร้านอีก บางครั้งมาเปิดประมูลของภายในไม่กี่นาทีก็สามารถขายของได้ตลอด บางคนประมูลกระเป๋าใบละเป็นหมื่น ได้หลาย ๆ ใบภายในเวลา Live เพียง 1 ชั่วโมง ทำเงินรวมได้เป็นหลักแสน เป็นอีกไอเดียสำหรับบางคนที่ยังไม่มีไอเดียจะลงทุนหน้าร้านหรืออะไรก็ตาม แต่อาจจะไม่เหมาะกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่มียอดขายเยอะแล้ว เพราะต้องเน้นภาพลักษณ์
  • อินสตาแกรม เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ หรือ Inspiration คือลงภาพ คลิป หรืออะไรก็ตาม โดยเฉพาะกับสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่น หนุ่มสาววัยทำงาน ซึ่งอินสตาแกรมของ KARMART ก็มีเกือบทุก ๆ แบรนด์ในเครือ
  • LINE Official และ LINE@  บางคนถามว่า บริษัทใหญ่อย่าง KARMART จะมี LINE@ ไปเพื่ออะไร ก็เพราะ LINE สามารถติดตามลูกค้าได้รวดเร็วและทันที ลูกค้าได้มีช่องทางติดต่อสอบถามได้ เป็นกระบวนการที่ง่ายสำหรับเขา เขาถามสินค้าที่เขาสนใจ เราก็มีข้อมูลตอบกลับไป การคุยทาง LINE จะไม่รู้สึกเหมือนถูกบังคับขาย เช่น ถามเข้ามาเพราะอยากทราบราคา ถ้าไม่ถูกใจเขาก็เงียบไปได้ แต่ถ้าถูกใจกัน เราสามารถส่งเลขที่บัญชีไป แล้วเขาก็โอนเงินมาได้เลยทันที ถือว่าจบ ก็ส่งของไป ซึ่งถ้าเป็นเว็บไซต์บางครั้งลูกค้าจะรู้สึกว่ามีกระบวนการที่ยุ่งยากกว่า

นอกจากนั้น ก็มี Twitter เพื่อให้ครอบคลุมลูกค้าทุก ๆ กลุ่ม และสามารถสื่อสารกับเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น พงศ์วิวัฒน์ก็ย้ำว่า ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนทุกคน จะต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง เช่น บางคนแบรนด์ยังเล็กอยู่ไปโฆษณาแบบ GDN (Google Display Network) บางครั้งก็ไม่ได้ทำให้เกิดยอดขาย แต่อาจจะต้องไปลง Google Search หรือควรไปซื้อ Google AdWords แทนหรือเปล่า ซื้อเสร็จก็ทำให้คำค้นสินค้าขึ้นมาอยู่บนข้างบน เพื่อให้คนคลิกเหมือนเป็นสมุดหน้าเหลือง

สำหรับ พงศ์วิวัฒน์ มองว่าการมีทั้งเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ที่มีข้อมูลสินค้าค่อนข้างดีและมีการรีวิวที่โอเค คนอ่านจะเกิดความเชื่อถือและซื้อของของเรา ทุกอย่างจะต้องผสมผสานกัน โดยจะเลือกใช้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

“บางคนบอกอุตส่าห์ลงเฟซบุ๊กเดือนนี้ ลงงบไปหนึ่งล้านยังไม่เกิดยอดขายเลย คือคงลงเงินผิดแล้ว คุณอาจต้องไปซื้อ Google AdWords บ้าง อาจจะไปซื้อ GDN บ้าง เพื่อจะลิงก์เข้ามาในเว็บไซต์ เพราะว่าคนอาจจะยังไม่รู้จักคุณเลย คุณอาจจะไปวางหมากต่าง ๆ ที่จะเหมาะกับกลุ่มธุรกิจของตัวเอง ซึ่งก็เป็นศาสตร์อันหนึ่งที่เรารู้ตัวเราดีที่สุด

 

เทรนด์ไหนกำลังมา ฉวยจับมาใส่ Content

สำหรับผู้ประกอบการที่มีเงินไม่มากพอที่จะลงไปกับช่องทางต่าง ๆ พงศ์วิวัฒน์ กล่าวว่า มีวิธีการอีกหลากหลาย ที่จะทำให้เกิดยอดขายได้แบบไม่ต้องใช้เงินมาก โดยเฉพาะการพยายามจับกระแส Content ที่เป็น Talk of The Town เพื่อทำให้เกิดการแชร์ของคนดู เช่น The Mask Singer กำลังดัง ทาง KARMART อยากจะเป็นสปอนเซอร์ก็ลงไม่ได้ เพราะสปอนเซอร์เต็มแล้ว ก็ทำแคมเปญเล่นเกมหน้ากากทองคำ เพราะมีสินค้ามาสก์ทองคำอยู่ ก็มีคนเข้ามามีส่วนร่วมเล่นเกมกันหลายพันคน ที่สำคัญคือ การเล่นกับกระแสต้องรวดเร็ว เพราะของพวกนี้จะมาเร็วไปเร็ว ถ้าทำไล่หลังช้าสักสองสัปดาห์ก็ไม่ได้รับความสนใจแล้ว ทีมงานจึงต้องทำงานตลอดเวลาแบบ Real-time 24 ชั่วโมง

“สมมุติว่าเรานั่งอยู่แล้วรู้สึกเรื่องนี้กำลังมา เราก็ต้องโทร.บอกน้องที่ออฟฟิศว่าต้องปั่น Content นี้ขึ้นมา และต้องโพสต์ภายในวันนี้เลย ต้องแบบทันที คิดอะไรปุ๊บต้องทำ” 

อพิชาตเสริมว่าต้องทำบ่อย ๆ อย่าให้ตกกระแส และไม่ควรยึดติดกับความสำเร็จที่ทำได้มาแล้ว แต่ให้รู้สึกสนุกกับสิ่งที่กำลังทำ อีกข้อหนึ่งสำหรับโลกออนไลน์ที่ต้องมีคือ “ทำใจ” ไม่ว่าสิ่งที่ทำไปผลตอบรับจะเป็นอย่างไร แต่จะต้องไม่ทรยศต่อความคิดหรือคอนเซ็ปต์ที่ตั้งไว้ของตัวเอง

ตามอ่านตอนที่ 1 ที่ https://www.etda.or.th/content/brand-building-by-online-marketing-ep-1.html

ชมย้อนหลังการพูดคุยทั้งหมดได้ที่ https://goo.gl/FVRttj หรือ