email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 03.02.2017 (10 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 15.12.2017 | อ่าน 1490

SMART e-Payment Solutions


เมื่อเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พ่อค้าจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าอย่างไร หรือลูกค้าจะมีช่องทางในการชำระเงินอย่างไร

“วันนี้ อีคอมเมิร์ซมีอนาคตไหม ในมุมมองของธนาคาร ธนาคารเห็นชัดเลยว่า อีคอมเมิร์ซจะเติบโตไปแน่ ๆ และเป็นเทรนด์ที่คงเติบโตไม่หยุด” กึกก้อง รักเผ่าพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายเทคโนโลยี บมจ.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เกริ่นนำ

“เราสามารถทำอีคอมเมิร์ซได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น B2B หรือ B2C สำหรับ B2B คือพวก supply chain ซื้อขายกันระหว่างบริษัท ที่จะขายของเป็นล็อตใหญ่ B2C คือ การที่บริษัทขายของให้ประชาชนทั่ว ๆ ไป ก็จะมีตั้งแต่ Amazon, Aliexpress บ้านเราก็มี Lazada หรือ Zalora เพราะฉะนั้นจะมีธุรกิจพวกนี้ ขึ้นมาเยอะ อย่างที่เห็นวันนี้ก็จะมีพวกแพลตฟอร์มเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซง่าย

“อีกอันที่มาแรงและเป็นที่นิยมของคนไทยคือ C2C คือคนที่เข้ามาธุรกิจอีคอมเมิร์ซใหม่ ๆ อยากจะลองดูว่าค้าขายอีคอมเมิร์ซยังไง อยากจะลองเล่น ๆ เป็นงานอดิเรก จริงจังค่อยไป B2C พวกนี้ก็มีเยอะ แพลตฟอร์มที่สำคัญก็คือ ไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม พวกนี้เป็นตัวที่เริ่มต้น

“มีคำถามว่า การที่เรามาขายของในแพลตฟอร์มพวกนี้ มีวิธีที่เราจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าอย่างไร หรือในแง่ประชาชน เราอยากจะซื้อของพวกนี้ จะมีช่องทางในการชำระเงินอย่างไร” 

 

มาตรฐานโดยทั่ว ๆ ไป ของวิธีการชำระเงิน

กึกก้อง กล่าวว่า มีทั้ง “เงินสด” “การ์ด” ไม่ว่าจะเป็นบัตรวีซ่า บัตรมาสเตอร์การ์ด หรือประเภทของบัตรเครดิตการ์ด เดบิตการ์ด ซึ่งก็สามารถซื้อของอีคอมเมิร์ซได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิต  ส่วน Prepaid Card บางธนาคารก็ออกมา คือ ต้องไปเติมเงินในบัตรก่อนถึงจะใช้ได้ สุดท้าย ที่มาแรงคือ Non-Card” ที่ใช้เงินจากบัญชีการโอนเงิน เช่น C2C ที่จะให้โอนเงินเข้าบัญชี และที่มาแรงคือ e-Wallet ไม่ว่าจะเป็น mPay, True Money, LINE Pay หรือ Alipay ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของพวก Non-Bank ที่นำเงินของเราไปเก็บไว้ก่อน แล้วเราก็สามารถใช้เงินในกระเป๋า e-Wallet ไปใช้ชำระค่าสินค้า ตามจุดที่สามารถรับชำระพวกนี้

แต่ละรูปแบบ ก็มีข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ค้าก็ต้องดูว่า ลูกค้าอยากจะชำระเป็นเงินสด เป็นการ์ด หรือไม่ใช้การ์ด

อีกอันที่สำคัญคือ ชำระกันตอนไหน ชำระที่ไหน จุดชำระเงินคืออะไร

  • On delivery” คือส่งของแล้วค่อยจ่ายเงินค่าสินค้า เพราะบางคนไม่ไว้ใจ อยากได้ของก่อนจ่ายเงิน จึงยังมีเรื่องของพวกเงินสดอยู่
  • Real-time” คือสามารถรับเงินจากได้เลย เช่น การโอนเงิน การชำระบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ที่เพิ่มขึ้นมาคือ Direct Debit เมื่อไปหน้าเว็บไซต์แล้วซื้อของ หากอยากจะตัดเงินจากบัญชี ก็จะมีลิงก์ให้เข้า Internet Banking ของแต่ละธนาคาร เพื่อจะตัดเงินชำระค่าสินค้า
  • Non real-time” คือไม่ได้ทันที เวลาซื้อของเสร็จ จะมีการให้ code หรือให้เบอร์บัญชี ก็ต้องไปช่องทางธนาคารหรือที่ที่จะโอนเงินหรือชำระเงิน พอคุณโอนเงินหรือชำระเงินเสร็จ ข้อมูลก็จะไปหาผู้ประกอบการหรือผู้ขาย แล้วเขาก็จะติดต่อว่าได้รับชำระเงินแล้ว เพื่อจะส่งของให้ หรือ Bill Payment สามารถรองรับอีคอมเมิร์ซได้เช่นกัน เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเสร็จก็ได้รับ code หรือ reference แล้วไปจ่ายด้วยช่องทางของธนาคาร ตามที่ได้ไปเซ็นเรื่อง  Bill Payment

Balance ระหว่างผู้ซื้อกับร้านค้าที่ต้องพิจารณากัน

ปัญหาคือว่า จะเลือกอะไรในฐานะที่เป็นผู้ขาย/ร้านค้า และในฐานะที่เป็นผู้ซื้อ มีสิ่งที่เรียกว่า balance กันอยู่ สะดวกกับร้านค้า แต่ไม่สะดวกกับผู้ซื้อ บางอย่างเป็นที่ชอบของผู้ซื้อ แต่ไม่เป็นที่ชอบของผู้ขาย

  • “ความสะดวก” สะดวกต่อใคร ต่อร้านค้าหรือต่อผู้ซื้อ ถ้าคิดว่าสะดวกต่อผู้ซื้อ ก็อาจจะให้ชำระด้วยบัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต เพราะง่าย แต่ถามว่าร้านค้าจะต้อง implement ระบบอะไรยากไหม ก็ค่อนข้างยุ่งยากเหมือนกัน ในการที่จะ implement ระบบให้รองรับเรื่อง Card Payment แต่ร้านค้าอาจสะดวกรับเงินสด ไปส่งของแล้วรับเงินเลย ขณะที่ลูกค้าอาจบอกว่าไม่สะดวก เพราะอาจไม่มีเงินสดในตอนนั้น ก็ต้องดูในเรื่องความสะดวกต่อใคร
  • “ความปลอดภัย” ตอนนี้ทุกคนให้ความสำคัญมาก เช่น เรื่อง Fraud บางร้านก็ทำให้ผู้ซื้อมีความรู้สึกว่า ‘เขามาขอข้อมูลพวกเบอร์หน้าบัตร หลังบัตร วันหมดอายุ ให้ไปดีไหม ดูไม่เห็นปลอดภัยเลย จะทำให้ข้อมูลฉันรั่วไหลไหม’ ผู้ซื้อให้ความสำคัญ แต่ผู้ขายสะดวก เอาข้อมูลนี้ไปทำ authorize หลังบ้าน ถ้าผู้ขายทำระบบง่าย ผู้ซื้อก็จะไม่ค่อยไว้ใจ หรือเวลาให้โอนเงิน ต้องมาดูว่า เขาขอเบอร์บัญชีหรือเปล่า เขาขอมากกว่าที่เราควรจะให้หรือเปล่า
  • “ความมั่นใจ” ว่าผู้ซื้อจะได้ของหรือเปล่า หรือผู้ขายจะได้รับเงินหรือเปล่า หลังเกิดการทำธุรกรรมชำระเงิน ผู้ซื้อจะมั่นใจอย่างไร ว่าเงินที่จ่ายไปแล้ว ถ้ามีปัญหาผิดพลาด จะเรียกคืนได้ไหม จะมีการทำอะไรกับผู้ขายได้บ้าง ใครจะมาช่วยเป็นตัวกลาง ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หรือไม่มีตัวกลาง แต่เป็นธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเท่านั้น หรือจะผ่านธนาคารเพื่อให้มีความมั่นใจมากขึ้น
  • “ค่าธรรมเนียม” ใครจะเป็นคนออก ผู้ขายหรือผู้ซื้อ ถ้าชำระด้วยบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต บางร้านค้าก็บอกว่ามีค่าธรรมเนียม 3% ผู้ซื้อจ่ายด้วย หรือบางร้านค้าก็บอกว่า ร้านค้ารับเอง ถามว่า เวลาลูกค้าโอนเงินมาให้ ลูกค้าจ่าย เพราะคิดค่าธรรมเนียมจากผู้ส่ง ถ้าคุณไม่มีบัญชีหลากหลายกับทุกธนาคาร เพราะเวลาโอนเงินไป ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียม 25 บาท เวลาโอนเงินต่างธนาคารแน่ ๆ อันนี้ก็เป็นความสะดวกหรือความประหยัดของร้านค้า แต่ตกกับผู้ซื้อที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเอง

 

ปัจจัยในการพิจารณาเรื่องการชำระเงิน (Payment Factors)

ทุกวันนี้ มีแพลตฟอร์มต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซง่าย มีคำถามว่า แล้วจะได้เงินอย่างไรในแพลตฟอร์มเหล่านี้ มีวิธีที่จะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าอย่างไร หรือในแง่ผู้ซื้อ อยากจะซื้อของพวกนี้ จะมีช่องทางในการชำระเงินอย่างไร

  1. “ประเภทสินค้า” คือ สินค้าราคาหมื่นบาท/ชิ้น หรือร้อยบาท/ชิ้น หรือสินค้าที่ซื้อ ทีละหลักพัน หมื่น หรือแสน มีผลต่อการพิจารณาว่าจะชำระเงินแบบไหน สินค้าที่ value สูง เวลารับชำระผ่านบัตรก็อาจรู้สึกว่าเสียเงินเยอะ ถ้า 3% ในหนึ่งแสน หากไม่รับการ์ดแต่รับเป็น Bill Payment ได้ไหม หรือเป็นราย Transaction แต่ถ้าขายสินค้าหลักพัน อาจจะไม่มีปัญหาอะไร จะเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อ สามารถจะรับได้เรื่อง Card Payment เพราะ 3% กับพันนั้นไม่เท่าไร
  2. "ลูกค้า" เช่น เป็นนักศึกษา เป็นคนไทย หรือเว็บไซต์จะเปิดให้คนต่างชาติสั่งซื้อสินค้าหรือไม่ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างแรกคือ ต้องใช้ Card Payment เวลารับ VISA, MasterCard หรือ CUP แต่ถ้าไม่มีเท่ากับกำลังจำกัดลูกค้า เฉพาะการซื้อขายในประเทศ ที่เหลือจะเป็นเรื่องการโอนเงิน ชำระผ่าน Bill payment หรือทำแบบ Cash on Delivery
  3. "ความเสี่ยง" ว่าจะถูกโกงไหม จะได้รับชำระเงินไหม เทคโนโลยีจะดีแค่ไหน เพราะตอนนี้ Fraud ของอีคอมเมิร์ซมีมาก ลูกค้าก็กลัวในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อีคอมเมิร์ซเกิดเหมือนวินโดว์ชอปปิง คือคนมาดูแต่ไปซื้อทางอื่น เพราะไม่กล้าจ่ายเงินผ่านช่องทางนี้ ซึ่งปิดได้ด้วย Card payment ด้วย ED secure ซึ่งจะมี security เพิ่มขึ้น
  4. "เวลา" อยากได้เงิน real-time หรือได้เงินทีหลัง ซึ่งการทำเวลาให้เป็น real-time จะทำให้ commit กับลูกค้า ณ จุดขายได้เลย ถ้าเขาตัดสินใจซื้อ เขาจะต้องจ่ายเงินเลย เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากปล่อยให้ลูกค้ามีเวลาตัดสินใจเพิ่ม สุดท้ายเขาอาจจะไม่ซื้อสินค้าของเราได้ 
  5. "การคืนเงิน" เป็นความเสี่ยงของผู้ซื้อ ซึ่งตัวที่คุ้มครองได้คือการชำระด้วย Card Payment เพราะการชำระด้วยบัตรมีธนาคารเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ซื้อสามารถ dispute ว่าได้ของไม่ครบ ได้ของไม่ตามสเปก สามารถที่จะเรียกเก็บเงินคืนจากร้านค้าได้ ซึ่ง Card Payment เป็นอันเดียวที่มีการคุ้มครองตัวนี้ แต่ถ้าให้ลูกค้าโอนเงิน แม้ผ่านธนาคาร ก็เป็นการทำธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ถ้าผู้ซื้อได้รับของไม่ครบหรือไม่ตามสเปก ก็เป็นเรื่องของผู้ซื้อกับผู้ขายที่จะไปเจรจา ทำให้ค่าธรรมเนียม Card Payment แพงกว่า เพราะบริการเรื่องการคืนเงิน
  6. "เทคโนโลยี" ร้านมีความพร้อมเรื่องเทคโนโลยีแค่ไหน สามารถจะ implement Payment Gateway ได้ไหม ถ้าเป็นผู้ค้ารายใหม่ที่ไม่มีพวกนี้ก็อาจใช้เรื่องของเงินสด โอนเงินเข้าบัญชีไปก่อน จนปริมาณที่สั่งเพิ่มมากขึ้น ค่อยมาเพิ่มเรื่อง Card Payment ที่ต้องการเทคโนโลยีมากขึ้นในการที่จะเชื่อมต่อกับระบบงานของธนาคาร

เทรนด์ใหม่ที่จะมาในอนาคต

  • Thai Payment Network (TPN) เป็น Local Card Scheme เจ้าแรกในเมืองไทย เกิดแล้วและมีการออกบัตรเดบิต TPN มาแล้วในตลาด สิ่งที่ช่วยผู้ประกอบการคือ ค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงินจะถูกกว่าครึ่งนึงของ VISA, Mastercard เพราะเป็น Local Card Scheme ของคนไทย
  • PromptPay จากที่ปัจจุบัน มีเบอร์บัญชีไปแปะที่เว็บไซต์ว่า กรุณาโอนมาที่เบอร์บัญชีนี้ ซึ่งลูกค้าต้องมานั่งลุ้นอีกว่า ธนาคารเดียวกับผู้ซื้อหรือเปล่า เพราะถ้าแห่งเดียวกันก็มีสิทธิ์ที่จะไม่เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ทางออกเท่าที่เห็น คือ ผู้ขายจะไปเปิดหลาย ๆ บัญชี กับหลาย ๆ ธนาคาร แต่พร้อมเพย์ สามารถที่จะบอกไปเลยว่า ถ้าจะซื้อของฉันให้โอนมาที่เบอร์โทรศัพท์นี้เบอร์เดียว ไม่จำกัดว่าเป็นธนาคารไหน ทุกคนโอนมา ถ้าไม่เกิน 5 พันบาท ค่าธรรมเนียม 0 บาท จากเมื่อก่อนโอนร้อยบาทก็เสีย 25 บาท อีกทั้งไม่จำกัดจำนวนครั้ง ผู้ซื้อก็ได้ประโยชน์ ผู้ขายก็ได้ประโยชน์เพราะไม่ต้องไปเปิดบัญชีกับหลาย ๆ ธนาคาร เป็นประโยชน์มากสำหรับคนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มต้นแบบ C2C

ในอนาคต พร้อมเพย์ก็จะมาช่วยในเรื่อง B2C เพราะจะเริ่มให้ผู้ประกอบการลงทะเบียน ตอนนี้ให้ประชาชนลงทะเบียนก่อน หลังจากนั้น ก็สามารถโอนให้ผู้ประกอบการด้วยต้นทุนที่ถูกลง

ชมย้อนหลังการพูดคุยในหัวข้อ SMART e-Payment Solutions” โดย กึกก้อง รักเผ่าพันธุ์ จาก บมจ.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ในงาน Thailand e-Commerce Week 2016 โดย ETDA ร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=dczQ_qEAWho&list=PLPT2kqbuSi0qbpOePPGImokX2V2BMWMOd&index=6