
Digital Transformation
- 09 มิ.ย. 69
-
20
-
ETDA หนุนเวที GeoAI Hackathon 2026 ดึงพลังคนรุ่นใหม่ใช้ AI และข้อมูลภูมิสารสนเทศ สร้างนวัตกรรมแก้ปัญหาภัยพิบัติ-ยกระดับเกษตรไทย
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์ ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัลและการสร้างนวัตกรรมของประเทศ จัดเวทีการแข่งขัน Geospatial Intelligence for Resilience Hackathon หรือ “GeoAI Hackathon 2026” รอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับข้อมูลภูมิสารสนเทศ (Geospatial Data) สร้างสรรค์โซลูชันแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ของประเทศ ใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการยกระดับขีดความสามารถภาคการเกษตร

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดการแข่งขัน GeoAI Hackathon 2026 รอบชิงชนะเลิศว่า เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geospatial Technology) ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการให้บริการดิจิทัลในปัจจุบัน เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งระบบแผนที่ การระบุตำแหน่ง และข้อมูลด้านเวลา ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ทำให้บริการดิจิทัลต่างๆ ทำงานได้อย่างแม่นยำ เชื่อมโยง และน่าเชื่อถือ ซึ่ง ETDA มองว่า Geospatial Technology ไม่ใช่เพียงเรื่องของแผนที่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ที่ประเทศจำเป็นต้องมี เพื่อรองรับการให้บริการดิจิทัลในอนาคตให้มีความชัดเจน ใช้งานได้อย่างแพร่หลาย และเชื่อถือได้

ดังนั้น ETDA ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศ จึงร่วมสนับสนุนการแข่งขัน ‘GeoAI Hackathon 2026’ ภายใต้ โครงการศึกษาความพร้อมการจัดตั้งศูนย์ศึกษาและทดสอบเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือทางวิชาการและการผลักดันนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง ภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และ ESRI (Thailand) เพื่อขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ AI และข้อมูลภูมิสารสนเทศในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศ พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐให้เกิดมูลค่าและประโยชน์ในวงกว้าง ผ่านเวทีการแข่งขันที่ไม่เพียงเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาโซลูชันเพื่อรับมือความท้าทายสำคัญของประเทศ ทั้งด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติและการยกระดับภาคการเกษตร แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้าน AI, Data และ Geospatial Technology สร้างต้นแบบนวัตกรรมและกรณีศึกษาที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในอนาคต

โดยเวที GeoAI Hackathon 2026 ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ มีทีมสมัครเข้าร่วมทั้งหมด 97 ทีม จาก 15 มหาวิทยาลัย ก่อนผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือ 10 ทีมสุดท้ายที่ได้เข้าร่วมการนำเสนอผลงานในรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ ทีม ConSouthing, ทีม PiddPii, ทีม RanMala, ทีม The-axis, ทีมข้าราชการพลเรือน school, ทีม CapybaraHere, ทีม PowerPuff, ทีม Project Hail Mali, ทีมบังมาธนแล้ว และทีมฟักทองอมบ๊วย โดยผลงานของทั้ง 10 ทีมครอบคลุมนวัตกรรมด้านภัยพิบัติและการเกษตรที่หลากหลาย อาทิ ระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าแบบไม่พึ่งพาอินเทอร์เน็ต ระบบวิเคราะห์ภัยน้ำเค็มรุกและแผ่นดินทรุด ระบบนำทางกู้ภัยในพื้นที่น้ำท่วม Dashboard แจ้งเตือนภัยแล้งเชิงพื้นที่ ระบบเตือนภัยโรคข้าวล่วงหน้าจากภาพถ่ายดาวเทียม แพลตฟอร์มเฝ้าระวังภัยคุกคามภาคเกษตรรายแปลง ระบบประเมินความต้องการน้ำของสวนทุเรียน และระบบจัดการฟางข้าวเพื่อลดการเผาและต่อยอดเป็นพลังงาน เป็นต้น



จากการนำเสนอผลงานของทั้ง 10 ทีม ต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในที่สุดก็ได้ทีมผู้ชนะเลิศ คือ ทีมข้าราชการพลเรือน school จากผลงาน ATM: AquaToxin Map แผนที่ความเสี่ยงการสะสมโลหะหนักเชิงพื้นที่ความละเอียดสูงในพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มแม่น้ำโค้งตวัด ส่วนทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 คือ ทีมฟักทองอมบ๊วย จากผลงาน Zero Burn Sphere ระบบ Hub ฟาง เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงานด้วย GeoAI และรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม ConSouthing จากผลงาน Offline Flood Alert Toolkit: FloodMesh ระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าและประสานงานกู้ภัยแบบไม่พึ่งอินเทอร์เน็ต ขณะที่ ทีมที่ได้รับรางวัล Best Visualization และ Best AI Model ได้แก่ ทีม The-axis และ Piddpii ตามลำดับ


Hackathon ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขันเพื่อค้นหาผู้ชนะ แต่เป็น พื้นที่ทดลองจริง ที่สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยด้าน GeoAI ทั้งในมิติของคน เทคโนโลยี ข้อมูล และการต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยผลงานของ 10 ทีมสุดท้ายสามารถเป็น Use Case ตั้งต้น สำหรับพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการทดสอบในอนาคต โดยเฉพาะการต่อยอดสู่ศูนย์ศึกษาและทดสอบ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีพื้นที่กลางในการทดลอง เรียนรู้ และพัฒนานวัตกรรมด้าน GeoAI อย่างเป็นระบบ ต่อยอดสู่นวัตกรรมหรือบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์ประเทศ สร้างประโยชน์ต่อภาคสังคม ภาคธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในระยะยาว