email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 10.10.2018 (5 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 24.03.2019 | อ่าน 1812

ข้อมูลส่วนบุคคล เขาเอาไปทำอะไร ทำไมเราต้องปกป้อง


ในปัจจุบันมีการพูดถึงเกี่ยวกับ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” กันมากมาย ว่าแต่ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราเปิดเผยไป ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) การสมัครบัญชีเพื่อรับบริการ หรือการกรอกข้อมูลต่าง ๆ นั้นสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง และมีผลเสียต่อเราอย่างไรกันนะ

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “การประมวลผลข้อมูล” หรือ Data Processing คือการประมวลผลข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้ได้คำตอบหรือรูปแบบบางอย่าง เช่น การนำข้อมูลมาใช้ในการตลาด ทำให้เราได้ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภค ความถี่ในการซื้อสินค้า การหารูปแบบของพฤติกรรม การคาดการณ์แนวโน้มของตลาด ความนิยมในการบริโภคสินค้า ฯลฯ หากจะยกตัวอย่างคือ หากเราจะออกสินค้าออกมาชนิดหนึ่ง เราก็จะต้องรู้ว่าเราจะขายอะไรและใครจะซื้อสินค้าเรา การนำข้อมูลมาประมวลก็จะช่วยให้เราตอบคำถามเหล่านี้ได้ เช่น การทำกระเป๋าถือสำหรับผู้หญิงวัยทำงานอายุประมาณ 28-32 ปีที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ข้อมูลอายุ เพศ รายได้ ของใช้ของเรา ก็จะมีการนำมาประมวล เพื่อหาว่าจะออกสินค้าให้เราซื้อได้อย่างไร ซึ่งการทำแบบนี้มีมานานแล้วตั้งแต่การออกแบบประเภทบัตรเครดิต การออกประเภทประกันภัย และอีกมากมาย จนปัจจุบันการให้บริการเรามีหลากหลายมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการให้บริการแอปพลิเคชันของโทรศัพท์มือถือของเราที่จะเก็บข้อมูลการใช้บริการของเรา ทั้งประเภทกีฬาที่ชอบเล่น อาหารที่ชอบค้นหา ข่าวที่สนใจ และอื่น ๆ ทำให้ผู้ให้บริการสามารถให้บริการที่ตรงกับความสนใจของเราได้มากขึ้น

นอกจากการให้บริการหรือการออกสินค้าที่เราน่าจะซื้อ ข้อมูลของเราก็อาจจะถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้ ทั้งการเอาเลขประจำตัวประชาชนของเราไปใช้ (การขโมยตัวตน หรือ Identity Theft) การถ่ายรูปเพื่อชื่นชมเด็กที่กลับบ้านเองทุกเย็นก็อาจจะทำให้คนที่ไม่หวังดีก่ออาชญากรรมเช่นการลักพาตัวได้ หรือการให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวเพื่อดูดวง ก็ล้วนแต่เป็นการเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเอาข้อมูลของเราไปใช้ในทางที่ผิด

ดังนั้น เราจึงควรรู้ว่าข้อมูลที่เราให้ไปมีอะไรบ้าง ยิ่งการเข้าไปใช้งานแอปพลิเคชันหรือบริการออนไลน์ต่าง ๆ สามารถทำได้ผ่านบัญชีของโซเชียลมีเดียได้แล้ว นั่นอาจเป็นการให้ข้อมูลที่มากเกินกว่าผู้ให้บริการจำเป็นต้องใช้ เช่น การดูดวงวันเกิดที่ใช้บัญชีในโซเชียลมีเดียของเราในการรับบริการก็อาจจะให้ข้อมูลไปมากกว่าวันเกิด อาจรวมถึงเพศ ความชอบ อายุ สถานะความสัมพันธ์ และสิ่งอื่น ๆ ที่โพสต์ไป นอกจากรู้ว่าเราให้ข้อมูลอะไรไปบ้าง ยังต้องรู้ว่าข้อมูลที่เปิดเผยนั้นเปิดเผยต่อใคร เช่น ข้อความในโพสต์ของเรานั้นเปิดเป็นแบบสาธารณะ (Public) หรือ เปิดให้เพื่อนเห็นได้เท่านั้น (Friends Only) จะทำให้เราเลือกข้อมูลได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้เราควบคุมตัวตนและความเป็นส่วนตัวในโลกออนไลน์ของเราได้ดีขึ้น

อย่าลืมว่าข้อมูลส่วนตัวของเรานั้นสามารถนำมาระบุตัวตนย้อนกลับมาที่เราหรือพฤติกรรมของเราได้ โดยเฉพาะข้อมูลที่สำคัญอย่างหมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขหนังสือเดินทาง (Passport) หรือแม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นการมีทักษะความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) และวิจารณญาณในเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เราสามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องตกเป็นเหยื่อผู้ไม่หวังดี และสามารถควบคุมข้อมูลส่วนตัวที่เราสงวนเอาไว้กับตัวเองหรือคนใกล้ตัวได้ตรงตามความต้องการ

คราวหน้าเมื่อใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่าลืมคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเราด้วย

ติดตามทุกสาระความรู้ของ DPKC ได้ที่ https://www.etda.or.th/dpkc