email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 25.08.2016 (1 ปีที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 17.12.2017 | อ่าน 10450

ETDA เผยพฤติกรรมผู้ใช้เน็ตปี 59 ชี้เทรนด์ใหม่มาแรง ชงรัฐ-เอกชน จับตา 3G/4G ยังต้องปรับปรุง


 

ETDA เผยพฤติกรรมผู้ใช้เน็ตปี 59 ชี้เทรนด์ใหม่มาแรง ชงรัฐ-เอกชน จับตา 3G/4G ยังต้องปรับปรุง

นักท่องเน็ตผ่านมือถือโต 9% จาก 5.7 ชม./วัน ในปี 58 เป็น 6.2 ชม./วัน โดยใช้ช่วง 4 โมงเย็นถึงสองทุ่มมากสุด เพศที่ 3 และเจน Y ใช้เน็ตผ่านมือถือสูงสุด เจน X ขึ้นไปเน้นไลน์ เจน Z และ Y นิยมท่องยูทูบ ชี้คนยุคนี้ใช้เน็ตเพื่อ ‘แชต ชม อ่าน’

  

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงไอซีที จัดงานแถลงผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2559 (Thailand Internet User Profile 2016) โดยได้รับเกียรติจาก จีราวรรณ บุญเพิ่ม ประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหาร ETDA เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ ETDA เป็นผู้แถลงผลการสำรวจฯ ท้ายงานยังจัดให้มีการมอบรางวัลใหญ่แก่ผู้โชคดีจากการร่วมตอบแบบสำรวจ เมื่อบ่ายวันพุธที่ 24 สิงหาคม 2559 ณ ห้อง Universe 1 ศูนย์ประชุมสเปซ ชั้น 12 อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ แกรนด์พระรามเก้า

ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปีนี้ มีมิติในเชิงที่ลึกขึ้น ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้งผ่านสมาร์ตโฟน และคอมพิวเตอร์ อย่างครอบคลุมและน่าเชื่อถือ หลังจากการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4 G เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีการเปิดให้บริการเทคโนโลยี 4G อย่างเป็นทางการในปีนี้ และส่งผลอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

สุรางคณา เผยว่า การนำเสนอผลการสำรวจในปีนี้ มีการนำพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตมาจำแนกเป็นรายเจนเนอเรชัน ทั้งบนสมาร์ตโฟน แทปเล็ต และบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก เพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และมีการกระจายตัวของเพศ อายุ การศึกษา สถานภาพการทำงาน และรายได้ ที่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร สามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มได้ ได้แก่ Gen Z (เกิดปี 2544 เป็นต้นไป) Gen Y (เกิดปี 2524-2543) Gen X (เกิดปี 2508-2523) และ Baby Boomer (เกิดปี 2489-2507)

 

จากการสำรวจพบว่า จำนวนชั่วโมงการใช้อินเทอร์เน็ตในภาพรวมทั้งผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 45.0 ชม./สัปดาห์ หรือคิดเป็นระยะเวลาการใช้งานเฉลี่ย 6.4 ชม./วัน โดยเพศที่สาม และ Gen Y เป็นกลุ่มที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ที่ 48.9 ชม./สัปดาห์ และ 53.2 ชม./สัปดาห์ ตามลำดับ

สมาร์ตโฟนยังคงเป็นอุปกรณ์หลักที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมใช้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยมีจำนวนผู้ใช้งานมากถึง 85.5% และมีจำนวนชั่วโมงการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2 ชม./วัน ซึ่งทั้งจำนวนผู้ใช้งานและจำนวนชั่วโมงการใช้งานของปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2558 มีจำนวนผู้ใช้งาน 82.1% และมีจำนวนชั่วโมงการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7 ชม./วัน เท่านั้น

  

ช่วงเวลาเรียน/ทำงาน (08.01–16.00 น.) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นอุปกรณ์อันดับ 1 ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยช่วงเวลา 08.01–12.00 น. เป็นช่วงเวลาที่คนนิยมใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุด คิดเป็น 64.5% ขณะที่ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน/ทำงานจนถึงเช้า (16.01–08.00 น.) สมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์อันดับ 1 ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยช่วงเวลา 16.01–20.00 น. เป็นช่วงเวลาที่คนนิยมใช้สมาร์ตโฟนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุด คิดเป็น 68.4%

สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ คิดเป็น 29.3% ใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างการเดินทางในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่พักอาศัยในต่างจังหวัด ซึ่งมีเพียง 10.3% เท่านั้น ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตของคนกรุงเทพฯ ที่ดีและพร้อมกว่าต่างจังหวัด และตลอดจนคนกรุงเทพฯ ประสบปัญหาสภาพการจราจรที่แออัดหนาแน่นกว่าต่างจังหวัด ทำให้คนกรุงเทพฯ นิยมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น/ใช้งานในระหว่างรถติด

กิจกรรมยอดนิยม 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมทำผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ได้แก่ การพูดคุยผ่าน Social Network (86.8%) รองลงมา เป็นการดูวิดีโอผ่าน YouTube (66.6%), การอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (55.7%), การค้นหาข้อมูล (54.7%) และการทำธุรกรรมทางการเงิน (45.9%) ตามลำดับ

ในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยม 3 อันดับ พบว่า อันดับแรก ได้แก่ YouTube มีผู้ใช้งานมากถึง 97.3% รองลงมา คือ Facebook และ Line มีผู้ใช้งานคิดเป็น 94.8% และ 94.6% ตามลำดับ โดยกลุ่มที่ใช้งาน YouTube มากที่สุดได้แก่ Gen Y และ Gen Z คิดเป็น 98.8% และ 98.6% ตามลำดับ ขณะที่ 2 กลุ่มนี้ใช้ Facebook คิดเป็น 97.9% และ 93.8% ตามลำดับ เป็นอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 คือ Line คิดเป็น 97.2% และ 91.4% ตามลำดับ ในขณะที่ Line เป็นแอปพลิเคชันที่กลุ่ม Baby Boomer และ Gen X นิยมใช้ในการติดต่อสื่อสารมากที่สุด คิดเป็น 91.5% และ 96.2% ตามลำดับ รองลงมา คือ YouTube คิดเป็น 89.3% และ 95.3% ตามลำดับ ส่วนอันดับ 3 คือ Facebook คิดเป็น 86.5% และ 93.9% ตามลำดับ

เมื่อทำการสำรวจด้านความถี่ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์แต่ละประเภท พบว่า Facebook ยังคงเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการใช้งานบ่อยที่สุดเป็นอันดับ 1 รองลงมา เป็น Line และ YouTube โดยมีสัดส่วนของผู้ใช้งาน คิดเป็น 84.2, 82.0 และ 76.9% ตามลำดับ

ในด้านปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต จากผลการสำรวจ พบว่า ปัญหาอันดับแรก ได้แก่ ความล่าช้าในการเชื่อมต่อ/ใช้อินเทอร์เน็ต (70.3%) รองลงมา เป็นเรื่องของปริมาณโฆษณาที่มารบกวน (50.7%), การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยาก/หลุดบ่อย (32.7%), เสียค่าใช้จ่ายแพง (26.8%) และการให้บริการอินเทอร์เน็ตยังไม่ทั่วถึง (21.2%) ตามลำดับ

สิ่งที่อยากเน้นให้ความสำคัญคือ ความตื่นตัวและความตระหนักของคนไทยที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างประเทศที่อยากเห็นบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยพบว่า คนไทยอาจถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างง่ายและมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะก่อให้เกิดปัญหาเช่นที่ปรากฏเป็นข่าวกรณี K-Cyber ที่ผ่านมา ข้อมูลส่วนบุคคลถูกขโมยได้ง่ายมาก ทั้งที่ให้เองและแชร์ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งการตั้งคำถามที่มีชั้นความลับเพื่อเข้าสู่รหัสผ่านบางครั้งก็คาดเดาได้จากข้อมูลต่าง ๆ ที่ตัวเจ้าของเปิดเผยเอง ปัญหาเรื่องการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งมาคู่กับการออกกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลหรือกระทรวงไอซีทีให้ความสนใจเป็นพิเศษ และอยู่ระหว่างการผลักดัน ต่อมาคือเรื่องการถูกหลอกบนโลกออนไลน์ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้คนไทยไม่สนใจมากนัก เพราะสนใจแล้วไม่รู้จะพึ่งใคร เป็นเหตุผลที่ทำให้ ETDA ลุกขึ้นมาทำเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับหลายอุตสาหกรรม เช่น ภาคประกันภัย เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลชีวิตและสุขภาพของคน เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ที่จะต้องตระหนักและแก้ปัญหาไปร่วมกันอย่างเข้าใจไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ในความคิดเห็นของผู้ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ผ่านระบบ 3G/4G ปัญหาสำคัญที่สุด 3 อันดับแรกที่เกิดจากการใช้งานระบบ 3G/4G อันดับแรก เป็นเรื่องของความสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ ต้องหมั่นคอยชาร์จ รองลงมา เป็นเรื่องของการใช้งาน 4G ในบางพื้นที่ไม่มีสัญญาณ หรือสัญญาณอ่อน และค่าใช้จ่ายในการใช้งานค่อนข้างสูง คิดเป็น 70.4, 64.7 และ 40.2% ตามลำดับ

ข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้งผ่านสมาร์ตโฟน และคอมพิวเตอร์ พอจะสรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบการสื่อสารจากการแชตในสังคมออนไลน์มากที่สุด ขณะที่การชมยูทูบเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความบันเทิงที่เป็นที่นิยม สำหรับการอ่านอีบุ๊กคนไทยยังคงให้ความสำคัญเป็นอันดับ 3 ทั้งหมดช่วยให้ง่ายในการประเมินต่อยอดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของทั้งภาครัฐ เอกชน และคนทั่วไป ที่จะใช้ในการต่อยอดในการเข้าถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงเป็นกำลังใจให้วงการดิจิทัลคอนเทนต์ที่จะสร้างสรรค์งานดี ๆ ต่อไป

ETDA หวังว่า ผลการสำรวจนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับหน่วยงานภาครัฐที่จะนำไปใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งภาคเอกชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ และแบรนด์สินค้า ในการนำข้อมูลผลการสำรวจไปใช้ประกอบการจัดทำแผนธุรกิจหรือปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการหรือพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล อันจะส่งผลให้การทำธุรกรรมออนไลน์ของประเทศมีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังจะมีส่วนในการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าทันต่อแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงอันเป็นผลพวงจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้