email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 29.09.2017 (2 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 14.12.2017 | อ่าน 2405

มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทย ปี 59 และคาดการณ์มูลค่า ปี 60


มูลค่าปี 2559 โตขึ้นเกินที่คาดไว้ คาดปี 60 โตขึ้นอีกเกือบ 10% โดยมูลค่าแบบ B2C ของประเทศไทย ในปี 2559 เท่ากับ 703,331.91 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียน และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต

ผลสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซในไทยปี 2559 พร้อมการคาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซปี 2560 พบว่า ในปี 2559 ไทยมีมูลค่าอีคอมเมิร์ซทั้งสิ้น 2,560,103.36 ล้านบาท หรือโตขึ้นจากปี 2558 ถึง 14.03% ซึ่งส่วนใหญ่เป็น มูลค่าอีคอมเมิร์ซประเภท B2B ประมาณ 1,542,167.50 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.24% รองลงมา เป็นมูลค่าของประเภท B2C จำนวนมากกว่า 703,331.91 ล้านบาท หรือ 27.47% และส่วนที่เหลือราว 314,603.95 ล้านบาท หรือ 12.29% เป็นมูลค่าตามธุรกิจประเภท B2G

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 และที่คาดการณ์ในปี 2560

เมื่อเทียบมูลค่าอีคอมเมิร์ซของปี 2559 กับปี 2558 จะพบว่ามูลค่าของประเภท B2B มีการเติบโตขึ้น 15.53% เช่นเดียวกับ ประเภท B2C ที่โตขึ้น 37.91% แต่ประเภท B2G กลับมีอัตราการเติบโต ลดลง 21.42% สืบเนื่องจากการยกเลิกวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโดยวิธี e-Auction ทำให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ใช้ข้อมูลมูลค่าอีคอมเมิร์ซประเภท B2G ของปี 2559 ที่มาจากวิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ e-Market และ e-Bidding เท่านั้น

สำหรับการคาดการณ์อัตราการเติบโตของมูลค่าอีคอมเมิร์ซปี 2560 เมื่อเทียบกับปี 2559 พบว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซของไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีมูลค่า รวมประมาณ 2,812,592.03 ล้านบาทในปี 2560 เติบโตเพิ่มขึ้น 9.86% ซึ่งมูลค่าขายนั้นส่วนใหญ่ ยังเป็นมูลค่าอีคอมเมิร์ซประเภท B2B จำนวน ทั้งสิ้น 1,675,182.23 ล้านบาท (59.56%) เพิ่มขึ้น 8.63% ส่วนมูลค่าอีคอมเมิร์ซประเภท B2C ของปี 2560 จำนวน 812,612.68 ล้านบาท (28.89%) เพิ่มขึ้น 15.54% และมูลค่าอีคอมเมิร์ซ ประเภท B2G จำนวน 324,797.12 ล้าน บาท (11.55%) เพิ่มขึ้น 3.24% 

เมื่อเปรียบเทียบกับชาติต่าง ๆ 

เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าอีคอมเมิร์ซ เฉพาะในส่วนของมูลค่าที่เป็น B2C กับประเทศต่าง ๆ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่า มูลค่าแบบ B2C ในปี 2559 เพิ่มขึ้นทุกประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร ในอันดับต้นๆ ของโลก เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยในปี 2559 จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีมูลค่าแบบ B2C ทั้งสิ้น 783.80, 393.85, 147.39 และ 38.26 พันล้านดอลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ (คิดเป็น 28.08 ล้านล้านบาท 14.11 ล้านล้านบาท 5.28 ล้านล้านบำท และ 1.37 ล้านล้านบาท ตาม ลำดับ) เพิ่มขึ้นจากปี 2558 คิดเป็น 16.64%, 15.19%, 7.00% และ 17.11% ตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบกับชาติอาเซียน

ในขณะที่มูลค่าแบบ B2C ของประเทศในอาเซียนเรียงตามลำดับ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ และฟิลิปปินส์ มีมูลค่าทั้งสิ้น 19.64, 17.48, 5.57, 5.29, 4.13 และ 0.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ คิดเป็น 7.03, 6.26, 2.00, 1.89, 1.48 และ 0.18 แสนล้านบาท ตามลำดับ

หากเปรียบเทียบเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีอัตราการเติบโตของมูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C สูงที่สุด คือ อินโดนีเซีย โดยมีอัตราการเติบโตของมูลค่า แบบ B2C ที่เพิ่มขึ้นจาก ปี 2558 คิดเป็น ร้อยละ 64.29 รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ตามลำดับ ด้วยมูลค่าที่ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 คิดเป็น 46.92%, 38.90% และ 36.86% ตามลำดับ

ส่วนมูลค่าแบบ B2C ของประเทศไทย ในปี 2559 มีมูลค่า 703,331.91 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าสูงที่สุดในอาเซียน และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต

มูลค่าตามประเภทอุตสาหกรรม 


ในส่วนของการแบ่งมูลค่าอีคอมเมิร์ซตามประเภทอุตสาหกรรมทั้ง 8 กลุ่ม พบว่าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซสูงที่สุด ได้แก่ อันดับที่ 1 อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง มีมูลค่า 713,690.11 ล้านบาท (31.78%) อันดับที่ 2 อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่า 607,904.89 ล้านบาท (27.07%) อันดับที่ 3 อุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่า 428,084.73 ล้านบาท (19.06%) อันดับที่ 4 อุตสาหกรรม ข้อมูล ข่าวสารและการสื่อสาร มีมูลค่า 384,407.71 ล้านบาท (17.12%) และอันดับที่ 5 อุตสาหกรรมการขนส่ง มีมูลค่า 83,929.05 ล้านบาท (3.74%)

ทั้งนี้ การคาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซในปี 2560 โดยแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรม จะพบว่า อันดับของอุตสาหกรรมทั้ง 8 กลุ่มจะไม่แตกต่าง จากปี 2559 โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซ มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นอุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง ที่มีมูลค่าจำนวน 869,618.40 ล้านบาท (34.96%) อันดับที่ 2 อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่า 658,131.15 ล้านบาท (26.45%) อันดับที่ 3 อุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่า 417,207.07 ล้านบาท (16.77%) อันดับที่ 4 อุตสาหกรรม ข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสาร มีมูลค่า 404,208.00 ล้านบาท (16.25%) และอันดับที่ 5 อุตสาหกรรมการขนส่ง มีมูลค่า 104,904.28 ล้านบาท (4.22%) 

ปัจจัยหนุนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ


ข้อมูลการคาดการณ์ได้บ่งชี้ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเกือบทุกอุตสาหกรรม มีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเป็นผลมาจาก

  • การสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐเพื่อผลักดันธุรกิจอีคอมเมิร์ซภายในประเทศ โดยมุ่งสนับสนุนและเร่งพัฒนาผู้ประกอบการ ในระดับฐานราก ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ ท้องถิ่น ให้สามารถค้าขายออนไลน์ได้จริง รวมถึงพัฒนาผู้ประกอบการรายเดิมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น และการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากขึ้น
  • การที่ผู้ประกอบการหันมาเพิ่มช่องทางการขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เนื่องจากการซื้อขาย สินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงต้องสร้างช่องทางการขายอีคอมเมิร์ซ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจและขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้ง ปัจจุบัน ช่องทางการขายออนไลน์มีความหลากหลายขึ้นจึงช่วยผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  • การเติบโตด้านตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีแนวโน้มและศักยภาพในการเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกมากในอนาคต เพราะพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงและมีการใช้งานเพิ่มขึ้น ซึ่งจากผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของไทยปี 2560 พบว่าจำนวนชั่วโมงการใช้อินเทอร์เน็ต ในปี 2560 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปี 2559 และกิจกรรมการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้าและบริการผ่านอีคอมเมิร์ซมีมากขึ้น จนติดอันดับที่ 5 จากประเภทกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มยอมรับว่าอีคอมเมิร์ซมีข้อได้เปรียบมากมาย ทั้งเป็นเรื่องง่าย ประหยัดเวลา และการเดินทาง ซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น
  • การที่นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากขึ้น อาทิ นักลงทุนด้าน e-Marketplace, e-Logistics, e-Payment ชื่อดัง จากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยสร้างบรรยากาศในการแข่งขันและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง และยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย
  • การส่งเสริมจากนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจดิจิทัล และ โครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอินเทอร์เน็ตและนวัตกรรมดิจิทัล ล้วนส่งผลต่อการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งในวันนี้ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพราะนอกจากจะส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ด้วยการที่ทุกชุมชนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพออกมาขาย เพิ่มรายได้ครัวเรือนและรายได้ชุมชน ทั้งยังยกระดับคุณภาพชีวิตในแต่ละชุมชนแล้ว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกให้กับไทยได้

ตัวเลขที่ผู้ประกอบการต้องรู้เพื่อต่อยอดธุรกิจ

อ่านต่อ "รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560" ได้ที่
https://www.etda.or.th/publishing-detail/value-of-e-commerce-survey-2017.html

อ่านต่อ "เอกสารการแถลงผลการสำรวจมูลค่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปี 2560" ได้ที่
https://www.etda.or.th/publishing-detail/value-of-e-commerce-thailand-2017-slide.html