the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 11.08.2018 (1 ปีที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 17.09.2019 | อ่าน 6051

ธุรกิจหัวใจใหญ่ เพื่อสังคมที่ยั่งยืน


บนวิถีแห่งธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรสูงสุด แต่ออกแบบคิดค้นนวัตกรรมบนพื้นฐานที่เข้าใจและเข้าถึงความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

  

Social Enterprise หรือ SE คือกิจการเพื่อสังคมที่มีจุดมุ่งหมายในการแก้ไขปัญหาสังคมต่าง ๆ แต่มีวิธีหารายได้ สร้างกำไร และทำการตลาดไม่ต่างจากธุรกิจทั่วไป เป็นธุรกิจที่รวมข้อดีของภาคธุรกิจและภาคสังคมเข้ารวมกัน ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์อาชีพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่หัวใจรักโลก เพราะไม่เพียงแต่จะแสวงกำไรเท่านั้น แต่ยังแสวงหาทางแก้ปัญหาสังคมอีกด้วย

Do in Thai กับ Social Innovation 

Do in Thai หรือ ดูอินไทย ก่อตั้งโดย เล้ง-สุทัศน์ รงรอง ​นักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เคยเป็นหนึ่งในทีมแล็บองค์การนาซา (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ: National Aeronautics and Space Administration) หรือ NASA ประเทศสหรัฐอเมริกา ประดิษฐ์หุ่นยนต์ขึ้นไปไว้ในดาวอังคารและดวงจันทร์ แต่เขาลาออกกลับเมืองไทย ด้วยเหตุผลว่า อยากกลับมาอยู่บ้าน และได้ทำนวัตกรรมเพื่อคนไทย

ดูอินไทย เริ่มด้วยการมองปัญหา ติดตาม และวิเคราะห์ความต้องการ จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเพื่อนำมาแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนคุณภาพชีวิต หรือตอบสนองความต้องการ และนำโครงการและแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นออกสู่สังคม ซึ่งทำให้เกิดโครงการและแอปพลิชันที่สามารถสร้างคุณค่าได้ตั้งแต่จากต้นน้ำ หรือการริเริ่ม ถึงปลายน้ำ หรือการนำไปใช้ เพราะในทุก ๆ ขั้นตอน ทุก ๆ เรื่องราวที่จะเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากการนำสังคมเข้ามาเป็นที่ตั้ง

พัฒนานวัตกรรมอย่างไรให้ยั่งยืน 

สุทัศน์ ในฐานะ CEO & Co-Founder ของดูอินไทย แชร์บนเวที ETDA ก้าวสู่ปีที่ 8 "FUTURE ECONOMY & INTERNET GOVERNANCE : BIG CHANGE TO BIG CHANCE" เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่ Social Enterprise และ Social Entrepreneur รุ่นใหม่ว่า การจะพัฒนานวัตกรรมให้ยั่งยืนมี 3 ประเด็น คือ Social, Design และ Innovation คือ สังคมเป็นตัวตั้ง ด้วยการออกแบบซึ่งไม่ใช่การออกแบบกราฟิก แต่เป็นการออกแบบสังคม ออกแบบกระบวนการ ออกแบบทุกสิ่งทุกอย่าง และนวัตกรรม ซึ่งแปลว่าใหม่ หมายถึงการลงมือทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง และนำไปสู่ผลผลิตหรือการทำงานที่ดีขึ้น

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของดูอินไทย เขาเชื่อว่า นวัตกรรม ต้องมี 3 ส่วน คือ

1) Hardware ซึ่งไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือสมาร์ตโฟน แต่เป็นอะไรก็ได้ที่จับต้องได้ เป็นกายภาพ เป็นรูปธรรม ต้นไม้ก็เป็นฮาร์ดแวร์ได้ โต๊ะ เก้าอี้ อะไรก็ได้ ซึ่งจับต้องได้ และเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรม แต่หลายครั้งที่ฮาร์ดแวร์ทำงานโดยตัวเองไม่ได้ แก้ปัญหาให้กับธุรกิจ สังคม ผู้คนไม่ได้ จึงเกิด Software ขึ้น

2) Software คือ กระบวนการคิด ไม่ใช่แค่ Source Code ระบบปฏิบัติการ หรือแอปพลิเคชัน แต่รวมถึงวิธีคิด ตรรกะ กระบวนการออกแบบ การเคลื่อนที่ของข้อมูลที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นนามธรรม มองไม่เห็น แต่เปี่ยมไปด้วยวิธีคิด และวิธีแก้ปัญหา

3) Peopleware คือ คนที่จะใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์นั้น  

"เมื่อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์รวมกัน 2 สิ่งนี้ เรียกว่า นวัตกรรม ได้แล้ว แต่สำหรับผม มันยังขาดตัวสุดท้ายไป เราเรียกนวัตกรรมจริง ๆ ก็ต่อเมื่อ มันถูกใช้ มันถูกพัฒนาเป็นโพรดักต์ มันถูกพัฒนาจนคนสามารถจับต้อง นำไปใช้ได้ หลายบริษัทที่ลุกขึ้นมาพัฒนาฮาร์ดแวร์บวกซอฟต์แวร์ และได้สิ่งใหม่เพื่อแก้ปัญหา แต่แวร์สุดท้ายที่ผมแคร์ที่สุด ตลอดสิบปีที่ผ่านมาที่ผมตั้งบริษัท และกล้าเรียกตัวเองว่า Social Innovation คือ Peopleware"

ทำ Hardware และ Software ที่เข้าใจ Peopleware ให้ดีที่สุด

สุทัศน์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันนี้ไม่จำเป็นต้องทำฮาร์ดแวดร์และซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกก็ได้ แต่ควรทำฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เข้าใจพีเพิลแวร์ให้ดีที่สุด คนต้องเข้าใจถึงประโยชน์และคุณค่าของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่ทำขึ้นมา ไม่ใช่สร้างสิ่งนั้นมาแล้วตั้งอยู่บนหิ้ง หรือไม่มีคนใช้ แล้วหายไป การทำงานของทีมดูอินไทย อาศัยการออกเดินทางไปสำรวจ ทำให้ค้นพบปัญหาใหม่ ๆ ของผู้คน โดยเมื่อสร้างนวัตกรรมหนึ่ง ๆ แล้วก็มีการติดตามผล ไปดูว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมามีคนใช้จริงหรือไม่

 

ทำธุรกิจเพื่อสังคม แล้วอยู่ได้อย่างไร

ดูอินไทย ไม่ใช่มูลนิธิ แต่เป็นบริษัทที่ทำเพื่อสังคม ซึ่งหาเงินได้จากแนวคิดของธุรกิจคือ

  • SRoI หรือ Social Return on Investment คือการวัดค่าที่จะคืนทุน หรือสิ่งที่ได้รับคืนมาเมื่อเกิดการลงทุน ซึ่งเวลาทำงานเพื่อสังคมก็มีตัวชี้วัด SRoI คือไปดูว่า สังคมคนในกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไปทำงาน ได้รับอะไรเป็นการตอบแทน และสามารถทำให้ผลนั้นเปลี่ยนเป็นเงินได้
  • SL หรือ Sustainable Livelihood คือ ความยั่งยืนของคุณภาพชีวิตของคนที่ได้เข้าไปช่วย เช่น เมื่อมีแอปพลิเคชันไปช่วยเกษตรกร ไปช่วยชาวประมง หรือไปช่วยพ่อค้าแม่ค้า สังคมนี้ดีขึ้นอย่างไร เช่น การศึกษา คุณภาพการใช้ชีวิต ความรวดเร็วในการใช้ชีวิต ความรวดเร็วในการทำธุรกิจ ซึ่งมีตัวชี้วัดอยู่ก็นำมาเปลี่ยนกลับเป็นมูลค่า

"สามารถสร้างรายได้ให้แก่บริษัทที่บอกตัวเองว่าทำเพื่อสังคมได้ นั่นคือทำงานที่สร้างสรรค์ ได้เงินมาอย่างสร้างสรรค์ และใช้เงินไปอย่างสร้างสรรค์"

Framework ในการทำงานเพื่อสังคม

จากประสบการณ์ทำงานโดยการใช้ไอทีและเป็นธุรกิจที่อยู่ได้จริง นำมาสู่การสร้างเฟรมเวิร์กที่เรียกว่า Social Impact eXperience คือการสร้างประสบการณ์ การได้รับประสบการณ์ การบ่งชี้ถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการสร้างผลกระทบต่อสังคม ประกอบด้วย

  • ข้อมูล (Data)
  • การเชื่อ (Trust) ในข้อมูล โลกดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเต็มไปหมด ทำอย่างไรถึงจะเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ และนำมาสร้างมูลค่า 
  • การสนใจในบริบท (Context) หลายคนเก็บข้อมูลมาโดยไม่สนใจบริบท เช่น ทำระบบตรวจสอบอากาศในกรุงเทพฯ แล้วได้โมเดลคณิตศาสตร์มา 1 ตัว แต่ไปพยากรณ์อากาศที่เชียงราย ด้วย Data ของกรุงเทพฯ คนเชียงรายก็จะด่าว่า "ไม่เห็นแม่นเลย"
  • Social Objective มีจุดมุ่งหมายในการแก้ไขปัญหาในสังคม ซึ่งได้จากข้อมูลและบริบท
  • Innovation ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลและความน่าเชื่อถือ
  • Profits ถ้าไม่สามารถสร้างความมั่นใจและความมั่นคงกับคนที่ทำงานด้วย ก็ไม่มีทางที่จะได้สิ่งนี้ และจะไม่มีทางได้สิ่งที่เรียกว่า Reinvestment คือการได้รับเงินลงทุน ซ้ำไปซ้ำมาจนองค์กรอยู่ได้ โดยที่กำลังบอกตัวเองว่า "เรากำลังลุกขึ้นมาทำนวัตกรรมเพื่อสังคม"

ตัวอย่างผลงานตามเฟรมเวิร์ก Social Impact eXperience 

"FoodWisdom" หรือ "มันตาอาหาร" 

มันตาอาหาร หมายถึง ภูมิปัญญาของอาหาร (มันตา แปลว่า ปัญญา) จากการพบคุณยายมาขายของ 3 เจ้า สินค้าเดียวกัน และบอกว่าสินค้าของแต่ละคนดีเหมือนกันหมด แล้วจะซื้ออันไหนดี 

"ดี" คืออะไร ก็นำกลับมาคิด ดี คือ การตรวจสอบย้อนกลับได้ ดี คือ การขาย Storytelling ผ่าน Data ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงเกิดการให้เกษตรกรเข้ามาเขียนข้อมูลภายใต้ Online Site หนึ่ง และออก QR Code ที่อยู่บนแพ็กเกจของอาหาร ตั้งแต่ระบบขนส่งจนวางขายในตลาด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้น ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว คือการออกมาตรฐานที่ให้เกษตรกรออกมารับรองตัวเอง แทนที่เคยใช้คำพูด ก็นำเทคโนโลยีที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือต่อพฤติกรรมในการทำเกษตรของเขาเข้ามาให้ตรวจจับ เขาก็มีข้อมูลไอทีเป็นตัวรับรอง และใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการปรับปรุงพฤติกรรมในการทำการเกษตร จนทำให้เขาสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ ในการวิเคราะห์อากาศ วางแผนการเกษตรล่วงหน้า ทำให้เขามีเหตุผลที่จะบอกพ่อค้าคนกลางว่าขึ้นราคาให้หน่อย เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกชิ้น และทำให้สามารถประมาณตนเองได้ โดยทำให้รู้ว่าพฤติกรรมตนเองเหมาะกับการปลูกพืชอะไร ท้องถิ่นของตัวเองเหมาะกับการทำอะไร ใช้ต้นทุนทำจริง ๆ ไปเท่าไร 

"ARMOGAN" 

จากการทำเรื่องเกษตรมา 7 ปี แล้วมีปัญหาเรื่องการพยากรณ์อากาศ จึงตั้งโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา คืออุปกรณ์ IoT ในการตรวจวัดอากาศภาคพื้นแบบอัตโนมัติ แต่ตัวที่ทำนั้น Social กับ Design หายไป ถ้าไปตั้งตามทุ่งนา คนที่เดินผ่านไปอาจจะไม่สนใจ จึงมีการเชื่อมโยง Innovation ให้เข้ากับสังคม ด้วยการใส่การออกแบบเข้าไปเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ โดยทำเป็นรูปเห็ด

ทำไมต้องเป็นรูปเห็ด ที่มีสีสันสดใส ก็เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ และเกิดการตั้งคำถามต่อ Innovation ที่เกิดขึ้น เช่น เด็ก ๆ เห็น ก็ไปสอบถามครู เกิดการเรียนรู้ว่า อากาศคืออะไร เปิดหนังสืออ่านดู

เครื่องนี้ยังมีเซ็นเซอร์ 21 ตัวที่ไม่ใช่แค่ตรวจวัดอากาศภาคพื้นเท่านั้น ถ้าวันนี้ยุงลายระบาด เครื่องนี้สามารถวัดค่า CO2 อุณหภูมิ ความชื้น ซึ่งคณิตศาสตร์การแพทย์คิดมาแล้วว่า ความชื้นเท่านี้อุณหภูมิเท่านี้ แก๊สประมาณนี้ ยุงลายจะระบาด ถ้าเครื่องนี้ตรวจจับได้ ก็จะทำหน้าที่แจ้งเตือน อบต. ชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ระวังเรื่องไข้เลือดออกได้ เพื่อฉีดพ่นยา

เครื่องนี้ติดเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดว่า ในวันนี้ แสงแดดที่ส่องลงมา พืชแต่ละชนิดสังเคราะห์แสงได้กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วพืชแต่ละชนิดในแต่ละพื้นที่จะเติบโตขึ้นอีกเท่าไร เมื่อความชื้นในอากาศเท่านี้ ความชื้นในดินเท่านี้ แสงที่ส่องลงมาเท่านี้ พืชแต่ละชนิดควรโตได้เท่าไร 

"ตอนนี้มีเครื่องนี้อยู่ประมาณ 3-4 ตัวทั่วจังหวัดจันทบุรี มีคอมพิวเตอร์คำนวณร่วมกับดาวเทียมของกรมอุตุฯ ภาคพื้น บวกอากาศ บวกความชื้นใต้ดิน เราจะได้โมเดลเกษตรที่แม่นยำมากกว่าปกติหลายเท่า และกำลังจะขยายไปติดเครื่องนี้ในทุกตำบลทั่วประเทศ ซึ่งรูปแบบธุรกิจคือให้ภาครัฐช่วยลงทุน"

"FoodGiving"

จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 9 ปีก่อนที่เดินทางไปประเทศเคนยา ได้มีโอกาสติดตามเด็ก ๆ ที่อดอยาก ทำให้เกิดโปรเจ็กต์นำอาหารจากร้านฟาสต์ฟูดในกรุงไนโรบี ซึ่งตอนเย็นต้องทิ้งอาหารที่เหลืออยู่แล้ว เอามาให้เด็ก ๆ ที่ห่างไกลออกไป โดยพัฒนาระบบเพื่อให้เกิดการส่งต่ออาหารจากในเมืองออกไป

ต่อมามีคนไทยไปดูงาน และทราบว่า สุทัศน์ ได้ทำโปรเจ็กต์นี้ที่เคนยา ขอให้ทำในเมืองไทยด้วย ก็เกิดโปรเจ็กต์เมื่อ 2 ปีที่แล้วคือ "FoodGiving" ซึ่งเริ่มจากเป็นโปรเจ็กต์ B2C จนกลายเป็น B2B ในวันนี้

และมีวิดีโอตัวหนึ่งออกมา

ด้วยการนำอาหารไปให้ที่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน เช่น ให้คุณยายที่บ้านพักคนชรา ก็ให้คุณยายถักไหมพรมเพื่อเป็นการบริหารมือ ขยับมือ และใช้สายตา เอาเค้กไปให้เด็กสลัม ก็บอกว่า ต้องมาเรียนหนังสือก่อน หรือต้องมีการทดสอบก่อนถึงได้กินเค้ก ถ้าเป็นขอทาน ก็เก็บข้อมูลพี่ ๆ ขอทาน ไหมพรมที่คุณยายถักก็เอาไปขายต่อให้ด้วย เป็นการทำให้ครบวงจร

เชื่อใน Business Mindset แห่งความยั่งยืน

สุทัศน์ กล่าวว่า การที่จะลุกขึ้นมาทำ Social Innovation ได้ ต้องมีความเชื่อใน 3 เสาหลักคือ

1) People ต้องเข้าใจว่า "คน" คือตัวสร้างปัญหา และตัวแก้ปัญหา ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี คือเครื่องมือในการแก้ปัญหา แต่นวัตกรรมหรือเครื่องมือไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ คนต่างหาก คือตัวแก้ปัญหา ซึ่งเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือที่ดีพอในการแก้ปัญหา วิเคราะห์สถานการณ์ ให้เข้าใจ เข้าถึง และสามารถพัฒนากระบวนการ โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีช่วยให้กระบวนการตรงนั้นเร็วขึ้นได้

2) Profits ถ้าจะทำเพื่อสังคมโดยจะรับแต่การบริจาค ตั้งแต่มูลนิธิ หากวันหนึ่งไม่มีเงิน ไม่มีคนสนับสนุน ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ นวัตกรรมทั้งหมดก็ไม่เกิด เพราะไม่มีเงินไปทำต่อ จึงต้องเชื่อในการมีผลกำไร เชื่อในการทำธุรกิจที่มีนวัตกรรม ถึงแม้มีสังคมเป็นตัวตั้ง ก็ต้องคิดโมเดลธุรกิจให้กับทุกโครงการ ตั้งแต่เริ่มต้นคิดขึ้นมา

"เราจะคิดว่า เราทำความดี เราทำแอป เราทำนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ และเราสามารถช่วยให้เกิดประสิทธิภาพให้กับองค์กรใดบ้าง หรือธุรกิจใดบ้าง ให้เขามีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจที่ดี ซึ่งได้จากการแก้ปัญหาในสังคม คือเราแก้ปัญหาให้กับคนบางกลุ่ม และคนเหล่านั้นเจริญเติบโตขึ้นได้ เราก็ไปเก็บเงินจากเขา นั่นคือ Profits ที่เราทำ"

3) Planet คือใส่ใจสิ่งแวดล้อม รากเหง้าวัฒนธรรมและสังคม ก็จะรู้ว่าควรทำ Profits แบบไหน และควรอยู่ในรูปแบบที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอย่างไร

ก่อนจะปิดท้ายว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ตลอด 10 ปี มีอยู่ 5 ข้อคือ

1) Get Out of the Building ถ้าไม่ออกเดินทาง ก็ไม่รู้หรอกว่า หน้าตาแอปเราจะเป็นอย่างไร และถ้าไม่ออกเดินทาง ก็ไม่รู้หรอกว่า นวัตกรรมจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ฉะนั้นต้องออกจากกรอบเดิม ๆ ให้เยอะ ๆ

2) Validate Every Idea เมื่อออกจากกรอบแล้ว มีไอเดีย มีแนวคิดในการทำนวัตกรรม อย่าลืมตรวจสอบว่า สามารถทำได้จริงในทาง Social Impact และทาง Social Business สามารถอยู่ได้หรือไม่

3) Focus Outcome โลกนี้มีผลลัพธ์ (Output) ผลสัมฤทธิ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) เรียนจบ ได้เกรดเฉลี่ย คือ Output แต่หากเราเอาเกรดเฉลี่ย เอาความรู้จากมหาวิทยาลัยไปใช้ นั่นคือ Outcome เหมือนเราทำธุรกิจ ทำนวัตกรรม ทำนวัตกรรมเสร็จคือ Output แอปเสร็จคือ Output แต่ Outcome คือ แอปนั้นสร้างประโยชน์ และมีใครกี่คนใช้มัน และคนที่ใช้มันได้ประโยชน์อะไร 

4) Peopleware เหมือนที่เคยพูดไป ต่อให้มีฮาร์ดแวร์ที่ดีที่สุดในโลก แต่คนไม่เข้าใจ คนก็ไม่ใช้ของเรา และต่อให้มีซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในโลก แต่คนไม่รู้จัก ไม่เห็นถึงคุณค่าต่อเขา คนไม่ใช้ ซอฟต์แวร์นั้นก็ไม่มีความหมาย ฉะนั้นจงพยายามหาความหมายจากมนุษย์ คือลูกค้า คือคนที่มีปัญหา คือ Customer Segment ของเราให้เจอก่อน จึงไประบุหน้าตานวัตกรรมและประโยชน์ของมันที่จะเกิดขึ้น 

"ข้อสุดท้ายคือ Do It Do It ต่อให้คิดให้ตายอย่างไร แต่ไม่ลงมือทำ ไม่ลองล้มเหลว ไม่ลองเสี่ยง ไม่ลองใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และธุรกิจที่เรามีอยู่ ในโลกที่ทุกอย่างพร้อมสร้างความเป็นไปได้ ก็ไม่รู้ว่าเราจะมานั่งกันตรงนี้เพื่ออะไร ถ้าเราไม่เชื่อในสิ่งเดียวกัน ผมว่าประเทศนี้เจริญขึ้นมาได้ ด้วยความเชื่อในความสามัคคีของคน ใน Peopleware ผมเชื่อว่ามีคนไทยเก่ง ๆ  มีนักพัฒนา มีองค์กรที่มีคนไทยเก่ง ๆ อยู่มากมายไปหมด ขาดอย่างเดียวคือ เราต้องมาคุยกัน เราต้องมาเจอกัน และเราต้องมาลงมือทำบางอย่างร่วมกัน นั่นคือความยั่งยืนที่สุด"