the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 16.02.2018 (2 ปีที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 09.12.2019 | อ่าน 2635

โอกาสอีคอมเมิร์ซของประเทศ


ความจำเป็นต้องขับเคลื่อน และความท้าทายในการปรับตัวครั้งใหญ่ที่ผู้นำองค์กรระดับแถวหน้าของเมืองไทยมอง

 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเวทีให้ผู้นำองค์กรระดับแถวหน้าทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมพูดคุยกับ สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ ETDA ในงาน Thailand e-Commerce Week 2017 เมื่อวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2017 มาฟังกันว่า เขามองโอกาสอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย เป็นอย่างไร

Big Changes ของระบบการเงิน ที่ช่วยผลักให้ปริมาณและมูลค่าอีคอมเมิร์ซโต

สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากทิศทางการเติบโตค่อนข้างมากของอีคอมเมิร์ซในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธปท. มองว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จในเรื่องการทำธุรกิจการค้า นอกจากสินค้ามีมาตรฐาน คุณภาพ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ปัจจัยที่สนับสนุนอีกประการหนึ่งคือเรื่องการชำระเงิน

Prompt Pay โอนง่าย ขายคล่อง

ก่อนอธิบายต่อไปว่า การมีระบบการชำระเงินที่สะดวก ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และตรงกับพฤติกรรมผู้ชำระเงินหรือว่าผู้ซื้อ จะช่วยให้การค้าขายทำได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการที่ ธปท. ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย พัฒนาในเรื่องระบบการชำระเงิน ซึ่งในช่วงต้นปี 2560 ได้เปิดให้บริการ ระบบพร้อมเพย์ (Prompt Pay) ขึ้น ซึ่งเป็นระบบการรับเงินและโอนเงินที่ง่าย แค่ใช้เลขโทรศัพท์มือถือหรือเลขบัตรประชาชน สำหรับนิติบุคคลก็ใช้เลขนิติบุคคลได้ ในการผูกบัญชีและสามารถรับเงินได้ง่ายและสะดวกขึ้น ที่สำคัญค่าธรรมเนียมถูกลงมาก หลังจากที่เปิดให้บริการสำหรับประชาชนและนิติบุคคลแล้ว ก็เริ่มเปิดให้อีวอลเล็ตสามารถโอนเงินมายังธนาคารได้ ความคล่องตัวก็มีมากขึ้น

สำหรับผู้ที่กังวลในเรื่องความปลอดภัย สิริธิดา ย้ำว่า ผู้พัฒนาระบบนั้นเป็นบริษัทกลางที่เป็นผู้พัฒนาระบบเอทีเอ็มมาก่อน ซึ่งระบบนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากระบบที่มีอยู่ ในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยจึงไม่ได้ด้อยกว่าของเดิม เป็นการนำมาตรฐานสากลมาใช้ ที่สำคัญคือทาง ธปท. มีการตรวจสอบบริษัทที่พัฒนาระบบเป็นประจำทุก  ๆ ปี จึงมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย และในกรณีที่ลูกค้าผู้ใช้บริการประสบปัญหา ทางธนาคารมีข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งสามารถติดต่อกับธนาคารที่ใช้บริการอยู่

“สุดท้ายถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไข ก็สามารถติดต่อมาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ เรามีเบอร์ 1213 สำหรับให้ท่านได้แจ้งข้อขัดข้องการใช้บริการกับธนาคาร”

โอนเงินข้ามธนาคารได้ ด้วย QR Code เดียว

ส่วน QR Code เกิดจากที่ ธปท. มองเห็นว่าหลาย ๆ ประเทศ เป็นลักษณะธนาคารกับร้านค้าจะต้องติดต่อกันโดยตรง ดังนั้นการที่ร้านค้าต้องการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าของตัวเอง ต้องมี QR Code ของหลาย ๆ ธนาคาร ซึ่งค่อนข้างจะไม่ค่อยสะดวก อีกทั้งยังมองในเรื่องของการทำมาตรฐานเพื่อความมั่นคงปลอดภัย ไว้ใจได้ และมีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่มาของการพัฒนามาตรฐาน QR Code ไทยขึ้นมา ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สากลให้การรับรองด้วย อันเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทเครือข่ายบัตรทั้ง 5 แห่ง ซึ่งเป็นระดับโลก และของไทยเองคือทางสมาคมธนาคารไทย และ สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thailand E–Payment Trade Association: TEPA) คือผู้ให้บริการชำระเงิน ก็ร่วมกันดูแลในการใช้มาตรฐานนี้ร่วมกัน

“มาตรฐานนี้ทำให้สามารถโอนเงินข้ามธนาคารได้ มี QR Code เดียว เราสามารถใช้โอนข้ามธนาคารกันได้สะดวกมาก”

 เมื่อเกิดปรากฏการณ์แห่งความเบลอร์ Regulator จัดการอย่างไรดี 

ในยุคที่การทำอีคอมเมิร์ซเข้าไปแตะเรื่องการชำระเงินที่ทำผ่านมือถือและ QR Code และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เรียกได้ว่าทำให้เกิดความเบลอร์ของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ทุกประเทศก็เป็นเหมือนกันหมดได้มีการหารือว่าจะกำกับดูแลกันอย่างไร สิริธดา ได้ตอบในประเด็นนี้ว่า ความร่วมมือกันระหว่าง Regulator เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เช่น ธปท. ร่วมมือกับ กสทช. ในการดูแลโทรศัพท์มือถือให้ได้มาตรฐาน และให้มีระดับของความมั่นคงปลอดภัยที่ใกล้เคียงกัน เช่นเดียวกันกับที่มีความร่วมมือกับ ETDA ในการดูแลเรื่อง Cybersecurity

“ความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การจับมือแน่น ๆ จะเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ และให้ระบบปลอดภัยมากขึ้นค่ะ”

 

ถึงวันที่เอกชนยักษ์ใหญ่ เริ่มขยับเข้าสู่ออนไลน์

มารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีสเปซ ดิจิตอล จำกัด ในเครือของ TCC Group ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ไทยเบฟ กล่าวว่า กลุ่ม TCC ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทหลากหลายกลุ่ม ซึ่งวันนี้ทุกกลุ่มในเครือก็ให้ความสำคัญกับการทำ Digital Transformation ทั้งในส่วนของการพัฒนาองค์กรกับส่วนของการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของดิจิทัล โดยทาง ทีสเปซ ดิจิตอล ตั้งขึ้นก็เพื่อดูแลธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัลในเครือ

พร้อมหนุน SMEs ไทยให้โตไปด้วยกัน

“วันนี้ เราเล็งเห็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง ทิศทางการทำธุรกิจที่มีแนวโน้มอย่างเห็นได้ชัดว่า เรื่องของออนไลน์และดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในแง่ของการพัฒนาหรือการปรับปรุง ปรับเปลี่ยน ก็ต้องมองว่า ในขณะที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ เราต้องขยับให้ เรียกว่าเป็นพี่ใหญ่นำทางนำทีมสำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มในเครือด้วย แล้วก็บริษัท SMEs ข้างนอกทั่ว ๆ ที่เป็นพันธมิตรกับเราได้เดินหน้าขยับในเรื่องของดิจิทัลไปด้วยกัน

เนื่องจากทางกลุ่ม TCC เล็งเห็นถึงศักยภาพของคนไทยและต้องการพัฒนาบริษัทในขนาดกลางขนาดเล็กไปด้วยพร้อมกัน แม้จะมีการเจรจากับบริษัทต่างชาติ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจไทยด้วย ซึ่งในแง่ของการทำอีคอมเมิร์ซหรือธุรกิจออนไลน์ ทาง TCC ก็เชื่อว่าหลาย ๆ บริษัทในประเทศไทย มีศักยภาพพร้อมที่จะเติบโตไปในระดับโลก และ TCC พร้อมที่จะสนับสนุนและเติบโตไปด้วยกัน

Content เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ในการทำธุรกิจดิจิทัลนั้น ทาง TCC มองเห็นในเรื่องของแพลตฟอร์ม ซึ่งไม่ต่างจากบริษัทที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ซึ่งหากมองในแง่แพลตฟอร์ม Content ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะในไทยก็มีผู้ที่ทำหน้าที่ผลิต Content ดี ๆ อยู่พอสมควร ประกอบกับส่วนของธุรกิจหลัก ๆ ของทางในกลุ่ม ก็มีการใช้ Content พวกนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหากมีการสนับสนุนในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องของต่างได้ประโยชน์

“ถ้าเรามองในเชิง Digital Business ที่จะเติบโตไป ผมคิดว่าตัว Content หรือพวกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ที่จะผลักดันให้ธุรกิจดิจิทัลเติบโตได้ อย่าเพิ่งไปมองเรื่องของการซื้อการขาย เป็นตัวที่ทำให้องค์ประกอบของแพลตฟอร์มสำเร็จ สมบูรณ์แบบ”

อีมาร์เก็ตเพลสท้องถิ่นจะอยู่รอดอย่างไร ในวันที่ยักษ์ใหญ่บุกเข้ามา

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย อยากให้ทุกคนมองในหลายมิติ โดยกล่าวว่า หากมองในมิติของประเทศ การที่มียักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศเข้ามา ในระยะสั้นและระยะกลางถือว่าดีมาก เพราะทุกคนกระโดดเข้ามา มีการใช้เงินลงทุนและปลุกกระแสอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ทำให้คนไทยที่ไม่เคยสนใจเรื่องอีคอมเมิร์ซหันมาใช้อีคอมเมิร์ซมากขึ้น

หากแต่ระยะยาวเป็นสิ่งที่จะต้องจับตาดู เพราะเมื่อใดก็ตามที่การแข่งขันเริ่มเห็นความชัดเจนว่าใครคือผู้ชนะ และผู้ชนะสามารถครอบครองตลาดได้ อนาคตจะเป็นอย่างสหรัฐฯ ที่ Amazon ครองตลาดทั้งหมดและทำให้ธุรกิจท้องถิ่นหรือ Retail Market หายไปหรือไม่

เจ้าถิ่นรอดได้ ต้องไปเฉพาะทาง

ภาวุธ กล่าวต่อไปว่า ทางรอดของผู้ประกอบการท้องถิ่นคือต้องแตกต่างจากยักษ์ใหญ่ที่เข้ามา ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เงินแบบมากมายมหาศาล ในการไปซื้อโฆษณาหรือลดกระหน่ำแข่งกับยักษ์ใหญ่ เพราะการใช้เงินไปทางนั้นจะไม่ยั่นยืน ด้วยขนาดของธุรกิจท้องถิ่นไม่ได้ใหญ่เท่า

“เข้าใจว่าเป็นเกมของการต้องใช้เงินจริง ๆ แล้ว การแข่งขันต้องยอมรับว่าตอนนี้ e-Marketplace  ที่เป็น Horizontal Marketplace ซึ่ง Local Market จะสู้ได้ท้าทายมาก แต่จะสู้ได้ต้องเป็น Vertical และเป็น Specialist และมีอะไรบางอย่างที่มีความแตกต่างกับยักษ์ใหญ่ที่เข้ามา”  

อยากให้รัฐช่วยอย่างไรดี

ภาวุธ เสริมว่า ภาครัฐต้องดูให้ดีว่า การผูกขาดจะเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างยักษ์ใหญ่ที่เข้ามา ฝั่งหนึ่งทางสหรัฐฯ อีกฝั่งหนึ่งทางจีน ซึ่งการเข้ามานั้นแตกต่างกัน ทางฝั่งสหรัฐฯ ลักษณะเข้ามาเป็นค้าปลีก ส่วนทางจีน มีทั้งเรื่องการชำระเงิน เรื่องโลจิสติกส์ ดังนั้น ความน่ากลัวคือ สิ่งที่กระทบไม่ใช่ตลาดค้าปลีกอย่างเดียว แต่จะไปทั้งระบบอุตสาหกรรม

วิธีป้องกัน เช่น รูปแบบการลงทุนแบบกลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกของไทย กับ JD.com บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในจีนก็น่าสนใจ เพราะยังมีครึ่งหนึ่งของคนไทยอยู่ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูให้ดี หรือการใช้กฎหมาย เช่น กฎหมายผูกขาดทางการค้า จะนำมาใช้ได้ไหม หรือการออกกฎหมายในการเก็บภาษีสื่อโฆษณาออนไลน์

“กฎหมายผูกขาดทางการค้า จะเอามาใช้ได้ไหม เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงแล้วที่อเมริกา ในเมืองไทยจะใช้ได้จริงหรือเปล่าต้องดู หรือสื่อโฆษณาออนไลน์ที่เราจ่ายปีหนึ่งหลายหมื่นล้าน เราไม่ได้อะไรเลย สรรพากรพยายามปรับ ทุกคนต้องเข้าใจ พอสรรพากรพูดเรื่องภาษีปุ๊บ ทุกคนมอง โอ้ย! เก็บภาษีอีคอมเมิร์ซอีกแล้ว

 

ภาษีสำหรับอีคอมเมิร์ซ จัดเก็บและส่งเสริมอย่างไรถึงจะ "ใช่"

แพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเสริมจาก ภาวุธ ในเรื่องภาษีว่า คนทำอีคอมเมิร์ซมักกังวลเรื่องการเสียภาษี ว่า รัฐจะไปเก็บภาษีเขาย้อนหลัง

สิ่งที่เปลี่ยนไปแค่ช่องทาง ภาระภาษีไม่ได้ต่างจากเดิม ต้อง Fair Game

แพตริเซีย กล่าวว่า การเสียภาษีจะเป็นรูปแบบการค้าปกติหรือออนไลน์ สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นแค่ช่องทาง ภาระภาษีไม่ได้ต่างจากเดิม คนที่ขายเสื้อผ้ามีหน้าร้าน กับอีกคนไม่มีหน้าร้าน ต้องยอมรับว่า ภาษีนั้นไม่ต่างกัน

โตได้ง่าย เมื่อเข้าสู่ระบบ

แพตริเซีย กล่าวต่อไปว่า จริง ๆ แล้ว กรมสรรพากร เรามีมาตรการเยอะมากโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นรายเล็กจริง ๆ หากเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งบางรายเมื่อคำนวณแล้วอาจจะไม่ต้องเสียภาษีด้วยซ้ำ รายจ่ายหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นสามารถหักภาษีได้ การที่กลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ต่อไปในอนาคตจะโตยาก เพราะว่า ไม่ว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์หรืออีกหน่อยจะขอสินเชื่อ ต้องอิงกับเรื่องภาษีหมด

“กรมสรรพากร อยากสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มาศึกษาการเข้าสู่ระบบให้กว้างขวางขึ้น ถ้าท่านเข้ามาแล้วเดินหน้าไปด้วยกัน สรรพากร Support เต็มที่ ซึ่งอีคอมเมิร์ซที่เป็นบริษัท ดิฉันเชื่อว่า ท่านเสียภาษีรายได้ที่เป็นนิติบุคคลน้อยมาก เพราะว่ารายรับลบรายจ่าย กำไรสุทธิ 3 แสนบาทแรก ยังยกเว้นอยู่เลย และไล่กันไปเรื่อย ๆ ขาดทุนก็ไม่ต้องเสีย เราขาดทุนปีที่แล้ว ยกมาปีนี้ได้อีก ถ้าท่านมีปัญหา ท่านเดินเข้าไปสรรพากรพื้นที่ทุกแห่งได้ เขาแนะนำให้ได้ว่า ถ้าท่านมีรายได้แบบนี้ ท่านจดบริษัทหรือเปล่า ท่านเป็นคนธรรมดา ท่านควรจะต้องเสียภาษีอะไร” พร้อมกับยกตัวอย่าง เมื่อเวลาที่มาตรการภาครัฐออกมา อย่าง “ชอปช่วยชาติ” ก็ต้องอิงว่าอยู่ในระบบ VAT เพราะต้องการส่งเสริมคนที่อยู่ในระบบ เป็นการช่วยทั้งผู้ที่ต้องเสียภาษีและผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ VAT

คนทำอีคอมเมิร์ซ ไม่ต้องกังวลหากเข้าสู่ระบบภาษี

แพตริเซีย กล่าวว่า สำหรับผู้ที่เป็นนิติบุคคล เมื่อสองปีที่แล้ว ได้มีการออกพระราชกำหนดที่ว่า หากเดินหน้าเสียภาษีให้เป็นไปตามสภาพกิจการที่แท้จริง กรมสรรพากรจะไม่ย้อนไปดูของเก่าเลย ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือ ให้แสดงรายรับให้ถูกต้อง สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง ซึ่งจะเป็นการเตรียมพร้อมรับการเติบโตข้ามประเทศด้วย

“ดิฉันอยากสนับสนุนให้ทำให้ถูก เพราะว่าในอนาคต เรื่องความโปร่งใสทางภาษีจะไม่อยู่เฉพาะในประเทศไทย ตอนนี้ข้ามโลกกันไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านต้องเตรียมพร้อม มิฉะนั้นท่านจะโตในอนาคตยาก ไม่ว่าจะในประเทศหรือข้ามประเทศ”

ส่วนบุคคลธรรมดา วิธีการเสียภาษีนั้นจะดูเป็นรายปี ปีไหนมีเงินได้ก็ยื่นเสียภาษีของปีนั้นในปีถัดไป ถ้าเกิดมีข้อมูลขึ้นมาว่า รับรายได้มากในปีก่อน ๆ แล้วไม่ได้ยื่น ก็ต้องมีการพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ได้มีรายได้

“เพราะฉะนั้น บุคคลธรรมดา ถ้าปีนี้จะหมดปีแล้ว ปีหน้าก็เตรียมยื่นแบบ ดูว่าท่านมีรายได้อะไร ท่านก็ declare หักรายจ่าย ถ้าไม่ได้เก็บบิลก็หักเหมาได้ ซึ่งถ้าหักเหมา สรรพากรก็ไม่ดูใบเสร็จเลย แต่ท่านอยากหักตามจริงให้มากกว่าเปอร์เซ็นต์เหมาตลอดปี ก็ให้เก็บใบเสร็จ”

ภาษีที่หายไป เป็นภาษีที่เป็นดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมากกว่า

สำหรับกรณีแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ เช่น กูเกิ้ล ไลน์ หรือเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ได้เข้าสู่ระบบการเสียภาษี แพตริเซีย กล่าวว่า เป็นการสร้างธุรกิจให้หลุดจากการเสียภาษีในประเทศที่มีการทำธุรกรรม ซึ่งปัญหานี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย เกิดขึ้นทั่วโลก เพียงแต่บางประเทศมีกฎหมายรองรับบางตัว ปัญหาของประเทศไทยคือ ไม่มีกฎหมายบางตัวที่จะไปเรียกเก็บภาษีได้

ขณะที่การเสียภาษี ไม่ว่าจะผู้ค้าแบบเดิมกับผู้เข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซ กฎหมายเดิมรองรับอยู่แล้ว หากทุกคนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สิ่งที่กรมสรรพากรกำลังพยายามทำคือการแก้กฎหมายที่จะทำให้สามารถจับประเด็นภาษีของกลุ่มผู้ประกอบการต่างประเทศ ที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทยในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เพราะต้องการเห็นการแข่งขันที่เป็นธรรม และต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย

“ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการต่างประเทศ ที่ขาดไปคือกฎหมายที่จะไปจับ เราจะทำให้ตรงนี้เท่ากัน เราต้องการเห็น Fair Game เราต้องการช่วยผู้ประกอบการไทยค่ะ ไม่ให้เขาตายไปในช่องว่างของกฎหมายภาษี เพราะฉะนั้นเราทำทุกอย่าง ถ้าผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเห็นว่าเรามีการยกร่างกฎหมายขึ้น เราต้องการการสนับสนุนจากท่าน เพื่อเสนอกฎหมายเข้าสู่สภา”

ภาวุธ ในฐานะผู้ประกอบการ เสริมในเรื่องนี้ว่า หากเป็นการเก็บภาษีกับผู้ให้บริการดิจิทัลต่างประเทศก็สนับสนุนเต็มที่

“ตัวนี้จะทำให้เกิดความได้เปรียบ คือ เขามาทำธุรกิจในประเทศไทย ขายโฆษณาต่าง ๆ ในประเทศไทย ประเทศไทยสามารถดึงเม็ดเงินลงในประเทศไทยได้ ฉะนั้นต้องแยกให้ดี ไม่ใช่กฎหมายอะไรของสรรพากรมาปุ๊บ ปัดตกตลอด”

แพลตฟอร์มสัญชาติไทย อีกทางออกรองรับภาษีที่หายไป

สุรางคณา ปิดท้ายว่า เมื่อพูดถึงภาษีที่หายไปของการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งว่าจะดูแลอย่างไรดี ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมคนทำดิจิทัลคอนเทนต์ในท้องถิ่นของไทยไปด้วย นำมาสู่แนวคิดที่จะทำแพลตฟอร์มใหม่ที่เป็นทางเลือกให้กับคนไทย เพื่อจะรองรับดิจิทัลคอนเทนต์ทั้งอุตสาหกรรม และไปช่วยในเรื่องดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งด้วยในชื่อว่าDURIAN”*

ชมย้อนหลังการพูดคุยได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=rGlvFnGRpPo

*อ่านแนวคิดเรื่องแพลตฟอร์ม DURIAN ได้ที่ https://www.etda.or.th/content/etda-releases-new-projects-in-2018-and-beyond.html