the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 14.11.2019 (1 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 15.12.2019 | อ่าน 4308

เมื่อฉันหยุดใช้ IG และ Facebook


เมื่อ Christina Farr ผู้สื่อข่าว CNBC ขอหยุดใช้โซเชียลมีเดีย หลังตระหนักว่า เธอใช้เวลามากเกินไปกับโซเชียลมีเดีย มาดูกันว่าหลังจากการหยุดใช้ Facebook กับ Instagram ไป 3 เดือน ชีวิตเธอเป็นอย่างไร

เมื่อใช้เวลากับโซเชียลมากไป ถึงเวลา #ห่างกันสักพัก?

Christina Farr ผู้สื่อข่าวสาย health-tech ของ CNBC ค้นพบหลังจาก Facebook และ Instagram ได้แนะนำฟีเจอร์ "time well spent" เพื่อช่วยผู้ใช้ให้จัดการเวลาบนโลกโซเชียลอย่างมีคุณภาพ และได้รู้ว่าเธอใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง! ต่อสัปดาห์กับ Instagram

เธอตระหนักว่า เธอจ่อมจมไปกับการติดตามสไตลิสต์ ผู้ประกอบการ และผู้ทรงอิทธิพลต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนเป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิตเธอ บางคืนเธอก็เลื่อนดูฟีดไปเรื่อย ๆ เพื่อดูวิธีทำอาหารใหม่ ๆ หรือชุดใหม่ ๆ ที่จะซื้อ ทำให้เธอกลับมาคิดว่า กว่า 5 ชั่วโมงที่เสียไปต่อสัปดาห์ เธอควรจะอ่านหนังสือ ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับเพื่อน แม้แต่เรียนภาษาใหม่ ๆ บางที เธออาจจะใช้ภาษาฝรั่งเศสคล่อง หลังจากเบรกจากแอปพลิเคชันพวกนั้นไป

เบาขึ้น สุขขึ้น

การเลิกใช้ Instagram ในช่วงสองสามสัปดาห์แรก ทำให้เธอนึกถึงตอนเลิกดื่มกาแฟ บางครั้งเธอก็พิมพ์ตัว F เพื่อไปที่ Facebook โดยไม่รู้ตัว บางทีก็จะลงแอป Instagram ในมือถือใหม่ ซึ่งต้องคอยเตือนตัวเองว่าเธอลบมันเพราะเหตุผลใด

จนสัปดาห์ที่ 4 ในการดีท็อกซ์สื่อโซเชียลมีเดียที่ทำให้เธอมีมุมมองต่อชีวิตที่ต่างออกไป

บน Facebook และ Instagram เธออาจจะเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญของผู้คน ไม่ว่าจะเป็น การพบกัน การแต่งงาน การท่องเที่ยว การตั้งครรภ์ การคลอด อาชีพใหม่ ซึ่งทำให้เธอกลับมาคิดถึงชีวิตเธอ ถ้าเธอไม่มีอะไรจะโพสต์ เธอรู้สึกเหมือนเธอไม่มีอะไรที่สำคัญในชีวิตเลย เธอรู้สึกว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากที่ต้องคิดอะไรใหญ่หรือเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เพื่อให้เธอเกี่ยวข้องกับสังคมแห่งนี้

แต่หากไม่ต้องใช้สื่อโซเชียลพวกนี้ ความกดดันพวกนี้ก็ไม่มี เธอก็เริ่มมีความสุขกับช่วงเวลาแห่งชีวิตที่น่าจดจำมากขึ้นและเก็บสิ่งที่มีในวันนี้ไว้ งานที่ยอด สังคมที่เยี่ยม เพื่อนที่ดี และอื่น ๆ เธอสามารถใช้เวลาที่มีและสนุกกับมันมากกว่าที่จะเหนื่อยกับการวิ่งตามอะไรบางอย่าง

ยิ่งมีผลวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่ได้คิดไปคนเดียว

จำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ช่วยลดความเหงาและความหดหู่

ความคิดเรื่องโซเชียลมีเดียอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและจิตใจของเราไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็มีนักวิจัยน้อยรายที่จะพิสูจน์ผลในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาทดลองจาก Penn State ก็ทำให้เห็นว่า การใช้โซเชียลมีเดียสัมพันธ์กับภาวะทางอารมณ์ที่แย่ลงและหากใช้น้อยลงมันจะดีขึ้น

นักเรียน 143 คนได้รับการติดตามเป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยให้จำกัดการใช้โซเชียลมีเดียประมาณ 10 นาทีต่อแอปพลิเคชัน (Facebook, Snapchat และ Instagram) ต่อวัน หรือใช้เหมือนเดิมต่อไปตามปกติ โดยพวกเขาจะได้รับการทดสอบพื้นฐานด้านอารมณ์ก่อนที่ร่วมทดลองนี้

ผลวิจัยได้ตีพิมพ์ใน Journal of Social and Clinical Psychology บอกว่า กลุ่มที่โดนจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย พบว่า ความเหงาและภาวะซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อค้นพบของการวิจัยนี้คือ การจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียประมาณ 30 นาทีต่อวันอาจนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

แน่นอนว่า มันไม่ใช่คำตอบสุดท้ายทั้งหมด เพราะคะแนนบางส่วนก็ไม่เห็นการพัฒนา เช่น การนับถือตัวเองหรือการสนับสนุนทางสังคม และภายหลังการทดลองนี้ก็ไม่ได้มีการติดตามเพื่อดูความรู้สึกที่หวนกลับมาหรือนิสัยที่เปลี่ยนของอาสาสมัครในการทดลองนี้

การจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียที่สัมพันธ์กับการพัฒนาด้านอารมณ์และการปรับตัวเข้ากับสังคมเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยได้พบ

การที่เนื้อหาในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบทางสังคมเป็นจำนวนมาก เมื่อคุณมองเห็นชีวิตของคนอื่น โดยเฉพาะบน Instagram มันง่ายมากที่จะทำให้สรุปว่า ชีวิตของเขา ช่างเจ๋ง ช่างคูล หรือดีกว่าชีวิตคุณ และเมื่อคุณไม่ยุ่งกับการถูกดูดเข้าไปในโลกโซเชียลที่ล่อลวงให้คลิก คุณก็มีเวลามากขึ้นในสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นกับชีวิตคุณ

เวลา 30 นาทีที่จำกัด นักวิจัยไม่ได้บอกว่าเป็นเวลาที่ใช่หรือถูกต้องในการลดการใช้ แต่อาจเป็นไปได้ว่าถ้าลดลงครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้จะให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันหรือดียิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็บอกว่า แค่ใช้คอมมอนเซนส์ของตัวเราแค่นั้น ว่าถึงเวลาวางโทรศัพท์ และหันไปใช้เวลากับคนเป็น ๆ ที่สำคัญในชีวิตคุณบ้าง

เด็กสาวเสี่ยงสูงซึมเศร้ากว่าเด็กหนุ่ม

ผลการศึกษาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเผยแพร่ใน EClinicalMedicine ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งศึกษาจากเยาวชนอายุ 14 ปี จำนวน 10,904 คน ก็พบว่า เด็กสาวมีอัตราหดหู่ซึมเศร้ามากกว่าเด็กหนุ่ม ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้เวลาที่มากขึ้นกับโซเชียลมีเดีย การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (online bullying) และเวลาพักผ่อนนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อภาวะอารมณ์ของพวกเธอ

ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ศึกษาพบว่า เด็กสาวจำนวนมากถึง 3 ใน 4 ที่ได้รับผลกระทบจากการหดหู่ซึมเศร้า มีความนับถือตัวเองต่ำ และไม่พอใจกับสิ่งที่พวกเขาเป็น โดยมีเวลานอนแค่ 7 ชม. หรือน้อยกว่านั้นในแต่ละคืน 

เกือบ 40% ของเด็กสาวที่ใช้เวลามากกว่า 5 ชม./วัน กับโซเชียลมีเดีย แสดงอาการหดหู่ซึมเศร้า

นอกจากนั้นยังพบว่า 2 ใน 5 ของเด็กสาวใช้โซเชียลมีเดียอย่างน้อย 3 ชม./วัน เมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มที่มี 1 ใน 5 ใน ในขณะที่เด็กหนุ่ม 1 ใน 10 ไม่ใช้โซเชียลมีเดียเลย ขณะที่มีเด็กสาวเพียง 4% เท่านั้น

ศาสตราจารย์ Yvonne Kelly จาก  University College London หัวหน้าทีมศึกษาเรื่องนี้บอกว่า ความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียและอาการหดหู่ซึมเศร้าในเด็กสาวนั้นรุ่นแรงกว่าในเด็กหนุ่ม ซึ่งก็สัมพันธ์กับเวลาที่พวกเขาใช้ต่อวันและผลกระทบอื่น ๆ  ตัวอย่างเช่น

  • ขณะที่ 7.5% ของเด็กสาวทั้งหมด และ 4.3% ของเด็กหนุ่มทั้งหมด ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศออนไลน์ ซึ่งพบว่า 35.6% ของเด็กสาวที่หดหู่ซึมเศร้า ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศออนไลน์ เป็น 2 เท่าของเด็กหนุ่มที่หดหู่ซึมเศร้า ซึ่งมีอยู่ 17.4%
  • 32.8% ของเด็กสาวที่หดหู่ซึมเศร้าเคยถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ ขณะที่เด็กหนุ่มมีอยู่ 7.9%
  • พฤติกรรมการนอนหลับที่แย่นั้นก็สัมพันธ์กับกลุ่มที่พบอาการหดหู่ซึมเศร้า โดยจากกลุ่มที่ศึกษาทั้งหมดมีเพียง 5.4% ของเด็กสาว และ 2.7% ของเด็กหนุ่มที่บอกว่า พวกเขานอน 7 ชม.หรือน้อยกว่า ขณะที่กลุ่มที่มีอาการหดหู่ซึมเศร้าเป็นเด็กสาว 48.4% และเด็กหนุ่ม 19.8% ที่บอกว่า พวกเขานอน 7 ชม.หรือน้อยกว่า

การนอนที่ไม่เพียงพอจึงสัมพันธ์กับการนอนดึกเพื่อใช้โซเชียลมีเดีย และการรีบตื่นเพื่อมาเช็กสิ่งที่อยู่บนโซเชียลมีเดียเช่นกัน

ศาสตราจารย์ Stephen Scott ผู้อำนวยการ National Academy for Parenting Research, Institute of Psychiatry, Psychology and Neuroscience ที่ King’s College London บอกว่า เหมือนปัญหาไก่กับไข่ เมื่อเด็กถูกทำให้ไม่พอใจมากขึ้น ซึ่งมักจะเริ่มด้วยเรื่องรูปร่าง ก็ทำให้มีเพื่อนน้อยลง แล้วก็หันไปใช้เวลากับใช้โซเชียลมีเดีย แล้วการใช้โซเชียลมีเดียก็นำไปสู่ความไม่มั่นใจ และภาวะจิตใจที่แย่ลง

ด้านศาสตราจารย์  Sir Simon Wessely อดีตประธาน Royal College of Psychiatrists บอกว่า นักวิจัยยังคงพูดได้ไม่เต็มปากว่าการใช้โซเชียลมีเดียคือสาเหตุที่ทำให้สุขภาพจิตแย่ แม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ จะเริ่มชี้ไปในทิศทางนั้น

ขณะที่ฝั่งภาครัฐของอังกฤก็ได้เรียกร้องให้บริษัทโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ช่วยทำอะไรมากขึ้นในการจำกัดเวลาการใช้ของเยาวชนบนแพลตฟอร์มของพวกเขา Simon Stevens ผู้บริหารสูงสุดของ NHS England ซึ่งเป็นผู้นำด้านบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ เสนอให้เก็บภาษีบริษัทเหล่านี้เพื่อช่วย NHS ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ที่ประสบปัญหา เช่น ความวิตกกังวล ซึมเศร้า ภาวะการกินผิดปกติ และอาการทางจิตเพิ่มมากขึ้น 

Anne Longfield ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการเด็กแห่งอังกฤษ (Children’s Commissioner for England) ได้เตือนว่า เด็กบางคนแค่ 9 ขวบก็กำลังติด "like" ซึ่งเป็นรูปฟอร์มหนึ่งของการเติมเต็มของสังคมออนไลน์ให้พวกเขามีความสุข และมีเป็นจำนวนมากที่วิตกกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์บนออนไลน์และการมีตัวตนของเขาบนสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง Anne ยังเสริมว่า โซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์ม อาจจะค่อย ๆ ทำลายมุมมองของเด็ก ๆ ด้วยการทำให้พวกเขารู้สึกด้อยกว่าคนที่พวกเขากำลังติดตาม

อย่างไรก็ตาม Dr. Nihara Krause นักจิตวิทยาคลินิกที่ปรึกษา ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตวัยรุ่น ก็บอกว่า ไม่ควรโทษโซเชียลมีเดียมากเกินไป สำหรับภาวะความเจ็บป่วยทางจิตที่เกิดขึ้นกับคนอายุต่ำกว่า 18 ที่เพิ่มขึ้นมากตอนนี้ เพราะว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ซับซ้อน ซึ่งผสมกันทั้งเรื่องชีวภาพ จิตวิทยา และสังคม

ฝากไว้สองสามอย่าง

Farr  นำเรื่องนี้ไปถาม John Torous ผู้อำนวยการแผนกจิตเวชดิจิทัลที่ Beth Israel Deaconess Medical Center เขาบอกว่า เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าสื่อโซเชียลทำให้คนหดหู่และกังวลมากขึ้น แต่การวิจัยนั้นอยู่ในขั้นต้น ๆ และคงจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ชัดเจนว่า โซเชียลมีเดียจะทำให้เราวิตกกังวลหรือหดหู่ แต่เมื่อ Farr หยุดใช้ Instagram ก็ทำให้เธอมีความสุขกับการออกกำลังกาย การคุยกับเพื่อน หรืออ่านหนังสือดี ๆ

การพักเบรกของเธอใช่ว่าจะเป็นบวกทั้งหมด สำหรับคนที่อยากจะดีท็อกซ์โซเชียลมีเดียแบบเธอ เธอฝากไว้ว่า

อย่างแรกคือ แจ้งเพื่อนสนิทและสมาชิกในครอบครัวถึงการตัดสินใจนี้ เพราะพวกเขาอาจจะคิดว่าคุณติดตามโพสต์และแท็กที่เขาติดถึงคุณอยู่ เขาอาจจะงงว่า ทำไมคุณไม่ตอบสนองในเรื่องที่เขาโพสต์เลย

อีกอย่างคือ ให้ประเมินตัวเองว่า อยากจะตัดเป็นตัดตายกับสื่อโซเชียล หรือแค่เช็กและตอบสนองต่อแรงกดดันที่เกิดขึ้น อย่างที่เธอทำเมื่อช่วงหยุดยาวไปต่างประเทศ เธอแค่ส่งข้อความถึงเพื่อนสนิทและรูปสองสามรูป แค่ให้เพื่อน ๆ รู้ว่ายังคิดถึงพวกเขาอยู่ ซึ่งการถ่ายรูปน้อย ๆ ในทริปก็ช่วยให้เธออยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

สุดท้ายคือ คุณจะพลาดบางอีเวนต์ที่จัดอยู่เฉพาะใน Facebook นี่เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นต้องทำใจในเรื่องนี้

ในที่สุดแล้วเรื่องพวกนี้ ก็ล่อหลอกให้เธอกลับไปใช้สื่อโซเชียลอีกไม่ได้ ก้าวต่อไปของเธอคือ เธอกำลังจะลบสถานะออนไลน์ของแอปเหล่านี้ทั้งหมด เพราะเธอไม่จำเป็นต้องใช้มันอีก หรืออาจจะกำหนดสถานะใหม่ที่เธอสามารถควบคุมได้ โดยเช็กมันสองสามครั้งต่อเดือน

เวลาที่เพิ่มขึ้น ทำให้เธอได้เป็นอาสาสมัครของบริการปรึกษาปัญหาฉุกเฉิน "Crisis Text Line" และเริ่มฝึกภาษาฝรั่งเศส นอกจากประโยชน์ด้านอารมณ์ นี่คือผลลัพธ์ยอดเยี่ยมในการเลิกใช้โซเชียลมีเดียที่เธออยากแนะนำให้ทุกคน

ที่มา: cnbc.comtechcrunch.com, theguardian.com, sciencedirect.com