the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 07.08.2018 (1 ปีที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 15.11.2019 | อ่าน 2870

The New World of AI


ดิจิทัลได้เปลี่ยนอะไรมากมาย แต่จะเปลี่ยนยิ่งกว่านี้อีก เมื่อโลกได้กลายเป็นโลกของ AI

 

"ทำไมตอนนี้ ใคร ๆ ก็พูดถึง AI กันเยอะมาก"  รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและภาคีความร่วมมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผู้ทรงคุณวุฒิด้าน Data Analytics คณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เรียกได้ว่าเป็น keyperson ที่ทำหน้าที่วาง landscape ทางเทคโนโลยีของไทย ตั้งคำถามบนเวที ETDA ก้าวสู่ปีที่ 8 "FUTURE ECONOMY & INTERNET GOVERNANCE : BIG CHANGE TO BIG CHANCE" 

ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ทำให้คนเริ่มกลับมาสนใจ AI มีอยู่ 2 ประเด็น คือ

  1. Large Datasets หรือ Big Data คือ การที่เราสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมของคนทั่ว ๆ ไปหรือผู้บริโภคได้ ทำให้โลกของข้อมูลขยายใหญ่มาก และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการทำ AI ได้
  2. Powerful Compute Resources คือ AI ต้องการการประมวลผลที่เร็ว คอมพิวเตอร์ต้องประมวลผลซ้ำได้เร็วจนถึงจุดที่ AI สามารถคิดได้เหมือนกับสมองมนุษย์

Data Is the New Oil

ก่อนกล่าวถึงวิธีการนำ AI มาใช้กับ Big Data ดร.ธีรณี ได้ยกตัวอย่างเรื่องพัฒนาการในการใช้ประโยชน์จาก Data เพื่อรักษาโรคหอบหืด ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตถึงยุค IoT ในปัจจุบัน

  • Pre-internet หรือยุคก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต การรักษาโรคหอบหืด คือการไปพบแพทย์ และหากมีอาการกำเริบก็ต้องกลับไปโรงพยาบาลเพื่อขอคำแนะนำจากแพทย์อีกที
  • Internet of Content หรือยุคที่ใช้อินเทอร์เน็ตเผยแพร่คอนเทนต์เป็นหลัก แพทย์สามารถเขียนบล็อกแนะนำข้อมูลการรักษาโรคหอบหืดขึ้นในเว็บไซต์ของโรงพยาบาล ผู้คนสามารถศึกษาข้อมูลจากตรงนี้ได้ ทำให้ข้อมูลเริ่มขยายตัวขึ้น
  • Internet of Service หรือยุคที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นบริการ เป็นยุคของอีคอมเมิร์ซ และ e-Productivity ต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยสามารถทำการนัดหมายแพทย์ หรือขอข้อแนะนำในการรักษาหรือใช้ยาผ่านอินเทอร์เน็ตกับแพทย์หรือพยาบาลได้
  • Internet of People เป็นยุคของโซเชียลมีเดีย ที่ทุกคนสามารถเป็นสื่อด้วยตัวเอง โดยเราสามารถศึกษาข้อมูลการรักษาหรือดูแลตนเองจากโรคหอบหืดได้จากคนอื่น ๆ ทำให้ข้อมูลขยายตัวมากขึ้น คนทำความเข้าใจได้มากขึ้น ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการดูแลรักษามากขึ้นด้วย
  • Internet of Things เป็นยุคของเครื่องมือหรือ device ที่สามารถเก็บข้อมูลและส่งข้อมูลนั้นไปยังคลาวด์ได้ ยกตัวอย่าง เช่น การติด GPS ในเครื่องพ่นยาโรคหอบหืด ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้ว่าคนไข้มีการพ่นยาในเวลาใด มีความถี่ในการพ่นเท่าใด และพ่นยาที่ใดบ้าง ข้อมูลในส่วนนี้สามารถนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ซึ่งทำให้ทำนายได้ว่าคนไข้นั้นแพ้อะไร

ในยุคของ Internet of People และ Internet of Things ทำให้เกิด Big Data ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีปริมาณมาก (Great Volume) และเป็นข้อมูลที่มีความหลากหลาย (Variety) โดยต้องการประมวลผลด้วยความเร็วสูง (Velocity)

ในอดีต การทำซอฟต์แวร์เริ่มจากป้อนความต้องการหรือ requirement กับโปรแกรมเมอร์ จากนั้นโปรแกรมเมอร์จะถอด requirement เหล่านี้ออกมาเป็นตรรกะ (logic) และเขียนโปรแกรมออกมา

Machine Learning & AI 

เมื่อก้าวสู่ยุค Machine Learning และ AI โปรแกรมเมอร์จะนำข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมาก มาหาความสัมพันธ์และตรรกะจากข้อมูลโดยการใช้ Machine learning ระบบทุกระบบประกอบด้วย input > process > output

ดร.ธีรณี ได้ยกตัวอย่าง การทำงานของหุ่นยนต์จัดบ้านที่ใช้ Machine Learning ด้วย input > process > output ดังนี้
Input – ภาพมุมต่าง ๆ ของบ้านและของห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน และต้องมีคนมาจำแนกว่าภาพใดคือบ้านที่สะอาดเรียบร้อย ภาพใดคือบ้านที่รก
Process – ศึกษาภาพทั้งหมดและพิจารณาให้ได้ว่าภาพที่เห็นเป็นบ้านที่สะอาดหรือรก ถ้ารกจะทำอย่างไรให้สะอาด
Output – การขยับแขนขาไปจัดบ้านให้สะอาด

หรือ Face Recognition ที่ใช้ AI Technology
Input – ภาพใบหน้าของคนจำนวนมาก
Process – หาความสัมพันธ์ว่า หากจะบอกว่าคนคนนี้คือใครจะต้องมาร์ค (mark) จุดใดบนใบหน้าและมาร์คกี่จุด โดยแต่ละใบหน้าไม่จำเป็นต้องมีจุดมาร์คเหมือนกัน
Output – การระบุตัวตน (identify) บุคคลได้

ตัวอย่างการใช้ AI ในงานอื่น ๆ เช่น Text and Data Mining, NPL Machine Learning, Portfolio Analysis, Internet and e-Commerce, Social Network Analysis, High Energy Physics ฯลฯ

AI กับพัฒนาการ 3 ขั้นในวันนี้

  1. Artificial Narrow Intelligence คือ AI ที่ทำเฉพาะเรื่อง เช่น การแนะนำสินค้าบน Lazada, หุ่นยนต์จัดบ้าน หรือ Chatbot ตอบเฉพาะเรื่อง ซึ่งปัจจุบันมีให้ใช้แล้ว
  2. Artificial General Intelligence คือ AI ที่เก่งทุกเรื่อง เข้าใจได้หลายเรื่อง ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมี AI ตัวที่ใกล้เคียง Artificial General Intelligence มากที่สุดตอนนี้คือ
    • AlphaGo (2016) เป็น AI ตัวแรกที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกได้ โดย AlphaGo นั้นเป็น AI ที่สามารถคิดแบบมนุษย์ได้ ผ่านการเรียนรู้โดยการเล่นเกมกับแชมป์โลก
    • AlphaGo Zero (2017) เก่งกว่า AlphaGo แตกต่างกันตรงที่ AlphaGo Zero เรียนรู้จากการให้หุ่นยนต์มาแข่งกันเองและเรียนรู้การเล่นโกะได้ดีกว่ามนุษย์ 
  3. Artificial Super Intelligence คือ AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ในทุกมิติ ซึ่งยังอีกไกลกว่าจะไปถึง โดยได้มีการพัฒนา Sophia (2015) ให้เป็น Service Robot ที่เอาไว้ช่วยคนในอนาคต โดยโซเฟียสามารถแสดงออกทางสีหน้าได้ 62 แบบและมี Natural Processing Language ที่ทำให้เข้าใจ context และการใช้ภาษาของมนุษย์ ทำให้สามารถโต้ตอบบทสนทนากับมนุษย์ได้

Deep Learning: The Most Exciting Breakthrough in Modern Machine Learning 

Deep Learning ได้ชื่อว่าเป็น The Most Exciting Breakthrough in Modern Machine Learning คือสามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายชั้นมากกว่า Machine Learning ทำให้สามารถทำความเข้าใจกับภาพขนาดใหญ่ได้มากกว่า โดยปัจจุบันเรามี Deep Learning ที่สามารถศึกษาภาพแล้วสามารถบอกได้ว่าในภาพนั้นมีรายละเอียดอะไรบ้างออกมาเป็นข้อความ และสามารถเรียนรู้ข้อความเพื่อหาภาพตามที่เรียนรู้มาได้

 

AI ปัจุจบันและอนาคต 

AI ในปัจุจบัน เราสามารถทำอะไรได้บ้าง

  • Smart Branch คือ การใช้ในสาขาอัจฉริยะ อย่างธนาคารเป็น Smart Bank Branch ที่มีการใช้ Biometric Authentication ด้วย sensor เช่น Face Recognition, ลายนิ้วมือ, เสียง, ม่านตา หรือใช้ Behavior Biometrics ที่ไม่ต้องใช้ sensor ซึ่งสามารถระบุตัวตนผู้ใช้งานได้จากพฤติกรรมการหยิบมือถือขึ้นมาใช้ เช่น รู้ว่าถนัดซ้ายหรือขวาจากการเอียงมือถือ ใช้มือเดียวหรือสองมือในการเล่นมือถือ เป็นต้น เปรียบเสมือนเป็นลายนิ้วมือของผู้ใช้งาน
  • Shopping ศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในร้านค้า มีการนำ sensor และ camera tracking/video tracking ไปใส่ไว้ที่ชั้นวางของ ทำให้สามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคได้ เช่น Amazon Go
  • Warehouse ของ Amazon ใช้หุ่นยนต์ในการขนสินค้าออกมาจากชั้นวางของในโกดัง

ในอนาคต จะมี Autonomous Car and Drone ซึ่งเก่งกว่าคน ตรงที่ระยะการมองเห็นได้มากกว่า สามารถมองเห็นได้ 360 องศา และแยกได้ว่าตรงไหนมีคน ตรงไหนมีรถ ทำให้ไม่เกิดอุบัติเหตุ

ชมคลิปย้อนหลัง คลิก
ดาวน์โหลดสไลด์ คลิก