the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 10.01.2019 (11 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 08.12.2019 | อ่าน 4644

เทรนด์ผู้ซื้อและผู้ขายปี 62: ความสำคัญของเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ


เทคโนโลยียังคงมีบทบาทอย่างมากในตัวเลือกของผู้บริโภค บริษัทที่เปิดรับและนำมาใช้จนเชี่ยวชาญ อาจจะเป็นผู้ชนะในปี 62 หรือปีต่อ ๆ ไปได้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค้าปลีกรายใหญ่หลาย ๆ รายที่ประสบปัญหา ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่เป็นที่กล่าวถึงก็คือ การที่ค้าปลีกแบบดั้งเดิมไม่สามารถแข่งขันในพื้นที่อีคอมเมิร์ซได้ ในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีเพื่อผู้บริโภค มีทั้งการสร้างประสบการณ์ส่วนตัวในการชอปปิงให้ลูกค้าเป็นเหมือนคนสำคัญ การแนะนำสินค้าในช่วงเปิดตัวที่เข้าถึงทุกช่องทางของลูกค้าเป้าหมาย ตลอดจนการซื้อสินค้าที่ไหนและเมื่อไรก็ได้อย่างที่เคยเป็นมาก่อน

ส่องเทรนด์ค้าปลีกปี 62

อุตสาหกรรมที่พัฒนาอย่างเชื่องช้า เช่นค้าปลีกแบบดั้งเดิมและคนในวงจรนี้ จะตระหนักถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านเทคโนโลยี ถ้าหากต้องการอยู่รอดในการแข่งขัน การซื้อกิจการค้าปลีก Whole Foods ของ Amazon คืออีกบทพิสูจน์ของความล้าหลังทางเทคโนโลยีของค้าปลีกแบบดั้งเดิม ที่ต้องยอมแพ้ต่อพลังของการเติบโตของการสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางออนไลน์

Nielsen U.S.A. คาดการณ์ว่า การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือของชำทางออนไลน์จะโตขึ้นเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2565

ตัวอย่างแบรนด์ค้าปลีกที่เติบโต

Sephora ค้าปลีกขายสินค้าความงามชั้นนำที่ก่อตั้งมาเกือบ 50 คือตัวอย่างของค้าปลีกที่เปิดรับเทคโนโลยีและก้าวล้ำนำหน้าด้วยการผสานเทคโนโลยีสู่ประสบการณ์ชอปปิงของลูกค้า จนได้รับเลือกเป็นหนึ่งในบริษัทสุดยอดนวัตกรรมโลกแห่งปี 2562 (World’s Most Innovative Companies 2018) เพราะตระหนักว่า ดิจิทัลกำลังกลายเป็นวิถีชีวิตของนักชอป โดย Sephora ได้ตั้ง Innovation Lab ตั้งแต่ปี 2558 และลงทุนอย่างหนักทั้งเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีขั้นสูง จนมีบริการที่น่าสนใจอย่างเช่น

  • Sephora Virtual Artist คือ AR ที่สร้างประสบการณ์ 3D แบบ live (3D live experience) ของบริษัท ที่ให้นักชอปได้อัปโหลดรูปและลองใช้เครื่องสำอางต่าง ๆ แบบเวอร์ชวล ทำให้คนที่จะตัดสินใจซื้อของประหยัดทั้งเวลาและเงิน
  • Sephora’s Color iQ ในความร่วมมือกับ Pantone ใช้เทคโนโลยี AI สแกนใบหน้า ระบุหมายเลข Color iQ และแนะนำเฉดสีที่แม่นยำของรองพื้น คอนซีลเลอร์ และริมฝีปาก
  • ความร่วมมือกับ Google Home Hub โปรโมตการแนะนำความงามและวิดีโอของแบรนด์ โดยให้ผู้บริโภคสามารถถามคำถามและรับคำแนะนำเกี่ยวกับความงาม รวมทั้งแนะเส้นทางไปยังร้านที่ใกล้ที่สุด

ร้านอาหารและอาหารเตรียมสำเร็จ เป็นอีกตัวอย่างที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรักษาและขยายฐานลูกค้า เช่น

  • ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง Uber Eats ช่วยให้สามารถสั่งซื้อและจัดส่งอาหารจากร้านอาหารที่คัดเลือกไว้ผ่านเว็บไซต์ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต
  • การติดตั้งคีออสก์ สั่งอาหารแบบบริการตนเอง เพื่อลดต้นทุนและลดเวลาในการรอ
  • ระบบอัตโนมัติในการเตรียมอาหารอย่าง Flippy หุ่นยนต์ผู้ช่วยงานครัวอัตโนมัติตัวแรกของโลก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Miso Robotics และเชนภัตตาคารฟาสต์ฟู้ด CaliBurger
  • การลงทุนในโพรดักต์ใหม่ที่ช่วยปกป้องพัสดุและการจัดส่งโดยใช้กล่องล็อกและเทคโนโลยีการสแกน ที่ประตูหน้าบ้าน ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องให้คนขับรถส่งของเข้ามาในบ้าน และป้องกันสินค้าที่ส่งหาย กรณีที่เจ้าของบ้านไม่อยู่

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งค้าปลีกที่พยายามอยู่ในสนามการค้าต้องตามให้ทัน และเตรียมพร้อมให้ดี!

ส่อง 10 เทรนด์ผู้บริโภคปี 62

มาที่ฝั่งผู้บริโภค หรือคนที่จะเป็นลูกค้า Euromonitor บริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก เพิ่งจะเผยถึง 10 เทรนด์ผู้บริโภคโลกในปี 2562 นี้ ตามไปดูกันดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง

1. ทุกคนคือผู้เชี่ยวชาญ

เพราะวันนี้ทุกคนมี Data อยู่ในมือ บางทีอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ เพียงแค่กด search ทุกคนก็ได้ข้อมูลมากมาย แบรนด์หรือบริษัทต่าง ๆ ก็ต้องหาอะไรใหม่ ๆ และสิ่งที่สามารถดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายได้ คำพูดที่ว่า “ลูกค้าถูกเสมอ” และ “ไม่มีโฆษณาอะไรดีไปกว่าการบอกปากต่อปาก” นั่นยิ่งกว่าจริง เพราะลูกค้าจะเปลี่ยนสิ่งที่เขาค้นหาอยู่เป็นการตัดสินใจซื้อในที่สุด

2. ใคร ๆ ก็พึ่งพาตัวเองได้

เมื่อข้อมูลอยู่แค่คลิก ผู้บริโภคก็ไม่ต้องอาศัยกูรูผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำให้เขาตัดสินใจซื้ออีกต่อไป หลาย ๆ คนพบว่า สินค้าบนตลาดแมสไม่ได้เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับพวกเขา แอปหรือบริการเฉพาะบุคคลจึงทำให้เกิดสิ่งที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าเหล่านี้ เช่น

  • Stitch Fix บริษัทด้านแฟชั่นที่เป็นเหมือนสไตลิสต์ส่วนตัวให้ลูกค้า โดยส่งสินค้าและเครื่องประดับที่เหมาะกับลูกค้า โดยดูจากสไตล์ของพวกเขาและการวิเคราะห์จากอัลกอริทึม ลูกค้าที่ได้รับสินค้าสามารถเลือกเอาของที่ชอบ และส่งคืนของที่ไม่ชอบกลับคืนบริษัทได้
  • Indochino แบรนด์สูทจากแคนาดา ทำชุดตามคำสั่งออนไลน์ โดยลูกค้าต้องวัดตัวก่อนสั่งซื้อ และเลือกช่วงปก ระบาย กระเป๋า ซับใน และสีได้ โดยสูทแต่ละตัวที่ส่งให้ลูกค้าก็ยูนีค ไม่เหมือนใคร

3. ความฉับไวคือสิ่งที่ปรารถนา

ยุคนี้คงไม่ใช่แค่วัยรุ่นที่ใจร้อน แต่ที่ทุกคนต้องการแบบเดี๋ยวนี้ เพราะพวกเขายุ่งและเวลากลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้น ความเร็วจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของผู้ค้าปลีก นอกจากการแสดงผลการค้นหาที่รวดเร็วบนหน้าเว็บไซต์แล้ว ความเร็วในการจัดส่งก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ขณะที่ร้านค้าปลีกแบบกายภาพก็ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รวดเร็วที่สุดเหมือนกัน ไม่ต้องสงสัยว่าทำไม Amazon ถึงผุดร้าน Amazon Go ที่ไร้แคชเชียร์ขึ้นมา

4. การคืนสู่สามัญ

ในโลกแห่งวัตถุที่สร้างตัวเลือกให้คนเยอะแยะมากมาย พอเจออะไรเยอะ ๆ เข้า หลายคนก็กระอักและหันไปหา “ความเรียบง่าย” “การขับสารพิษ” และ “การลดความยุ่งเหยิง” ในชีวิตลง พิสูจน์ได้จากความสำเร็จของที่ปรึกษาด้านการจัดระเบียบอย่าง Marie Kondo ผู้เขียนหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์เรื่อง “Tidying Up with Marie Kondo” ที่บอกให้ลืมความรู้สึกเสียดาย แล้วรู้จักโยนทิ้งไปเสียบ้าง เธอได้คิดค้นวิธีที่เรียกว่า จุดประกายความสุข (Spark Joy) นั่นคือความรู้สึกเชิงบวก เช่น การจัดบ้าน หากสิ่งของหรือเสื้อผ้าชิ้นไหนทำให้เรามีความสุข ให้เก็บชิ้นนั้นไว้ แต่หากชิ้นไหนเราไม่รู้สึกถึงจุดประกายความสุขเลยก็โยนทิ้งไป ในบริบทแบบนี้ ให้ลองนึกถึงสินค้าที่วางตำแหน่งเป็น “น้อยแต่มาก” “ศิลปะทำมือ” “คืนสู่สามัญ” ดู

5. การร่ำลา “พลาสติก”

ผู้ซื้อสินค้ามีแนวโน้มที่จะต่อต้านการใช้พลาสติกที่มากเกินไป อย่างมีดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือเม็ดบีดส์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของพลาสติกในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยาสีฟัน น้ำยาทำความสะอาด และอื่น ๆ ที่ใช้เพื่อขัดทำความสะอาด โดยพบว่าทุกวันนี้ บรรจุภัณฑ์ในโลกถึง 63% ที่ยังทำจากพลาสติก เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่บริษัทต่าง ๆ ต้องคิดถึงเรื่องนี้เพื่อรักษาลูกค้าไว้

6. ยุคของผู้ตื่น

ไม่ใช่กังวลแค่เรื่องพลาสติก ผู้บริโภคยุคนี้ยังดูในเรื่องการพิทักษ์สัตว์หรือการจ้างแรงงาน ในขณะที่คนที่เป็นมังสวิรัติก็เพิ่มขึ้น ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมร้านแฟชั่นออนไลน์อย่าง Asos ถึงหยุดขายผ้าไหม ผ้าแคชเมียร์ และผ้าขนแกะ

7. JOMO สโลว์ไลฟ์

จากยุค FOMO (Fear of Missing Out) หรือกลัวที่จะพลาดข้อมูลข่าวสาร จนต้องบ้าเช็กโน่นนี่ตลอดเวลา ตอนนี้ ดูเหมือนเราจะมาถึงยุค JOMO (Joy of Missing Out) กันแล้ว คือก็มีความสุขดีที่ได้พลาดอะไรไปบ้าง หลายคนตอนนี้กำลังพยายามบำบัดจิตของเขาด้วยการลดเวลาออนไลน์ลง ทิ้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือกำหนดช่วงเวลาที่จะตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่เปลี่ยนไปใช้มือถือแบบรุ่นโบราณแทน

สปาและศูนย์สุขภาพกำลังรุ่ง เช่นเดียวกับหนังสือและเว็บไซต์ที่พูดถึงเรื่องการทำอาหารช้า ๆ ใช้ไฟอ่อน ๆ การท่องเที่ยวแบบชิลล์ ๆ หรือแฟชั่นแบบสบาย ๆ เหมาะกับชีวิตกลางแจ้งหรือเล่นกีฬา

8. ดิจิทัลไปด้วยกัน

ในวันที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้คนทำอะไรร่วมกันบนโลกดิจิทัลได้มากยิ่งกว่ามาก และเราก็คาดหวังว่าแบรนด์ต่าง ๆ จะตอบสนองในเรื่องเหล่านี้ได้เช่นกัน ด้วยการโต้ตอบแบบอินเทอร์แอ็กทีฟที่สามารถใช้ AI, VR หรือการวิเคราะห์เชิงทำนาย ด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการให้พวกเราได้

9. สมัยแห่งความโดดเดี่ยว

แม้เทคโนโลยีช่วยให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ห่างไกลได้ แต่เราก็ได้เข้าสู่ยุคโดดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะพวกรุ่นใหญ่ก็อัตราการหย่าร้างสูง คนหนุ่มสาวก็ปฏิเสธการแต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกัน คาดว่าเจ้าบ้านที่มีคนอยู่คนเดียวจะโตแซงหน้าครอบครัวแบบอื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้

ด้วยวิถีชีวิตที่ไม่มีลูก มีรายได้ให้จับจ่ายมากขึ้น และหาความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคู่ คนพวกนี้ก็จะใช้เวลาว่างกับการเดินทาง หาความรู้ใหม่ ๆ หรือใช้ไปกับความสนุกสนาน และคนพวกนี้ก็จะชอบอยู่ในเขตเมืองที่หนาแน่นแทนที่คิดจะไปใช้ชีวิตอยู่ชานเมือง ซื้อบ้านที่ใหญ่โต และมีสนามให้ลูกเล่นในแบบเดิม ๆ ผู้ประกอบการจึงควรคิดถึงคนที่อยู่คนเดียวที่ต้องการความสะดวกสบายและอะไรบ้างที่คนพวกนี้ต้องการ

10. อายุก็แค่ตัวเลข

สุดท้ายคือ หลาย ๆ ประเทศได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุกันแล้ว แล้วคนรุ่นไหนล่ะที่คิดว่า “อายุก็แค่ตัวเลข” ถ้าไม่ใช่คนรุ่นใหญ่อายุ 55 ขึ้นไป ยิ่งในประเทศที่ร่ำรวย ที่คนสูงวัยเข้าถึงการรักษาพยาบาลและมีสวัสดิการที่ดี

ดังนั้น การออกแบบสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของคนทุกรุ่น แทนที่จะคิดว่าของนั้นสำหรับคนเฉพาะรุ่นจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อแต่นี้ไป วัยที่แตกต่างจะเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้มีแค่คนที่บ้าตามเทคโนโลยีเท่านั้น มีกลุ่มผู้บริโภคในทะเลสีน้ำเงินอีกมากมายและหลากหลาย ที่กำลังรอผู้ประกอบการที่รู้ใจและตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาได้

ที่มา: Forbes, FASHIONUNITED, MARKETINGOOPS!, The Standard