the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 12.03.2019 (9 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 08.12.2019 | อ่าน 3316

เมื่อ e-Commerce ไทย ทะยานผ่าน 3 ล้านล้านบาท


ผลสำรวจมูลค่า e-Commerce ไทย มีทิศทางการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากปัจจัยสนันสนุนทางด้านต่าง ๆ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2561 จะมีมูลค่ารวมทะยานสูงถึง 3 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรก หรือโตขึ้นกว่า 14%

ขณะที่ปี 2560 ประเทศไทยมีมูลค่า e-Commerce เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,762,503.22 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าสูงถึง 7.91% และถือเป็นประเทศที่มีมูลค่า e-Commerce สูงสุด อันดับ 1 ในอาเซียน

ส่วนใหญ่จะเป็นมูลค่า e-Commerce แบบ B2B คิดเป็น 54.59% หรือ 1,508,096.73 ล้านบาท รองลงมาคือแบบ B2C คิดเป็น 27.47% หรือ 758,936.80 ล้านบาท และลำดับสุดท้ายแบบ B2G คิดเป็น 17.94% มูลค่า 495,469.69 ล้านบาท

สำหรับมูลค่า e-Commerce ประเทศไทย ในปี 2561 คาดการณ์ว่าจะสามารถแตะที่ 3 ล้านล้านบาท ได้เป็นครั้งแรก โดยจะมีมูลค่าสูงถึง 3,150,232.96 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 14.04% จากปี 2560 ด้วยปัจจัยบวกหลาย ๆ ด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เข้าสู่การเป็น Online User มากขึ้น ประกอบกับความหลากหลายของแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละแพลตฟอร์มในการพัฒนาระบบการบริการและความปลอดภัย นำมาซึ่งประโยชน์และความหลากหลายที่ผู้บริโภคจะได้รับ

นอกจากนี้นโยบายสนับสนุนต่าง ๆ จากภาครัฐ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ e-Commerce ได้เป็นอย่างดี เช่น นโยบาย พร้อมเพย์ (PromptPay) ลดค่าธรรมเนียมการโอนระหว่างธนาคาร โครงการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล และ โครงการสนันสนุนผู้ประกอบการ SMEs Go Online เป็นต้น

ค้าปลีก-ค้าส่ง ยังคงครองแชมป์อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงสุด

การค้าปลีกและการค้าส่ง ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า e-Commerce สูงที่สุดเช่นเดิม โดยมีมูลค่าสูงถึง 660,633.78 ล้านบาท คิดเป็น 29.14% ของอุตสาหกรรมทั้งหมด

ประเภทสินค้าและบริการที่สร้างมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรกของอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่

อันดับที่ 1 ธุรกิจห้างสรรพสินค้า

อันดับที่ 2 ธุรกิจการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลิตผลทางการเกษตรและประมง

อันดับที่ 3 การจำหน่ายเครื่องสำอาง อาหารเสริม น้ำหอม และอุปกรณ์เสริมความงาม

ในปี 2561 คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง จะมีมูลค่า e-Commerce เติบโตได้ถึง 24.24% คิดเป็นมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท จากการปรับโมเดลธุรกิจ การขาย การบริการของผู้ประกอบการ การพัฒนาระบบชำระเงินออนไลน์ และระบบขนส่งโลจิสติกส์ ที่ดึงดูดผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

“ลดหน้าร้าน เริ่มส่งออก” เทรนด์ใหม่มาแรงในยุค 4.0

จำนวนของผู้ประกอบการ e-Commerce ไทย ที่ขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่มีหน้าร้านมีเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยในปี 2560 พบกว่ามีจำนวนสูงถึง 85.22% และมีเพียง 14.78% เท่านั้นที่ดำเนินการขายสินค้าทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

ปัจจุบันผู้ประกอบการ e-Commerce ไทยยังคงเน้นการขายสินค้าและบริการออนไลน์ภายในประเทศมากกว่า แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ แนวโน้มการขายสินค้าและบริการออนไลน์สู่ต่างประเทศนั้น เพิ่มสูงขึ้นเป็น 23.06% จากปีก่อนที่มีเพียง 13.47% อันเป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจ e-Commerce ของไทยให้สามารถขยายตลาดสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งการเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการ e-Commerce จากต่างประเทศ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

“บันเทิงออนไลน์” โตแบบก้าวกระโดด

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของผลการสำรวจครั้งนี้ คือ การเติบโตของอุตสาหกรรม “ศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการ” มีการเติบโตสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 1 จาก 8 ประเภทอุตสาหกรรม โดยเติบโตขึ้นจากปี 2559 ถึง 51.4% คิดเป็นมูลค่า 23,412.02 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2561 อุตสาหกรรมประเภทนี้จะเติบโตขึ้นอีก 24.67%

สินค้าและบริการในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า e-Commerce สูงที่สุด ได้แก่

อันดับที่ 1 ธุรกิจเพลง โรงภาพยนตร์ และ e-Movie มีมูลค่า 13,528.92 ล้านบาท

อันดับที่ 2 ธุรกิจการศึกษา บริการที่เกี่ยวข้อง และ แอปพลิเคชัน มีมูลค่า 5,582.73 ล้านบาท

อันดับที่ 3 ธุรกิจเกมออนไลน์ มีมูลค่า 4,298.17 ล้านบาท

อันดับที่ 4 ธุรกิจศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการอื่น ๆ มีมูลค่า 2.20 ล้านบาท

สาเหตุของการเติบโตของ ธุรกิจเพลง โรงภาพยนตร์ และ e-Movie มาจากการปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น เครือโรงภาพยนตร์ ได้มีการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้า และ บริการดิจิทัลคอนเทนต์ วิดีโอสตีมมิ่ง และเพลงออนไลน์ เช่น Neyflix, iflix, VIU, HOOQ, LIine TV, Joox และ Fungjai ก็มีส่วนทำให้ธุรกิจประเภทนี้เติบโตสูงขึ้น 

กลุ่ม Enterprises ปี 2560 

ปี 2560 กลุ่ม Enterprise หรือ ผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการ e-Commerce ≥ 50 ล้านบาท/ปี มีมูลค่า e-Commerce เท่ากับ 1,813,130.53 ล้านบาท หรือคิดเป็น 79.98%

อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า e-Commerce สูงที่สุด 3 อันดับ ได้แก่

อันดับที่ 1 การให้บริการที่พัก มีมูลค่า 614,342.08 ล้านบาท

อันดับที่ 2 การผลิต มีมูลค่า  443,858.70 ล้านบาท

อันดับที่ 3 ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร มีมูลค่า 387,031.16 ล้านบาท

ช่องทางการชำระเงินที่ผู้บริโภคนิยมใช้งานสูงสุดในกลุ่ม Enterprises ได้แก่ อันดับ 1 บัตรเครดิต/เดบิต 42.69% ยังคงเป็นช่องทางการชำระเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากการส่งเสริมการขายและการออกเคมเปญเพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้ใช้งานบัตรเครดิตจากสถาบันการเงินต่าง ๆ รองลงมาคือ ช่องทางแอปพลิเคชันของธนาคาร หรือ Internet Banking 27.23%

ผู้ประกอบการ Enterprises นิยมใช้บริการขนส่งโดยบริษัทจัดส่งสินค้า (เช่น DHL, Nim Express, Fed Ex, Kerry, CJ, TNT, UPS) มากที่สุด ถึง 46.67% รองลงมาคือ การขนส่งสินค้าและบริการผ่านบริษัทจัดส่งสินค้าของตนเอง 33.33% และ ขนส่งโดยใช้บริการไปรษณีย์ไทย 26.67%

2) SMEs ไทย ปี 2560

ขณะที่กลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs หรือ กลุ่มที่มีผลประกอบการ e-Commerce < 50 ล้านบาท/ปี มีมูลค่า e-Commerce เท่ากับ 453,903 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 20.02% แต่อัตราการเติบโตของผู้ประกอบการกลุ่มนี้กลับมีการเติบโตสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่ม Enterprises และมีคาดการณ์ว่าในปี 2561 จะเติบโตสูงขึ้นอีก 33.73% จากปี 2560

 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า e-Commerce สูงที่สุด 3 อันดับแรก ของ SMEs ได้แก่

อันดับที่ 1 การค้าปลีกและการค้าส่ง มีมูลค่า 433,088.41 ล้านบาท

อันดับที่ 2 การผลิต มีมูลค่า  13,945.69 ล้านบาท

อันดับที่ 3 ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร มีมูลค่า 3,590.01 ล้านบาท

ผู้บริโภคในกลุ่ม SMEs นิยมชำระเงินผ่านช่องทางบัตรเครดิต/เดบิต และเพย์เมนต์เกตเวย์ของธนาคารต่าง ๆ มากที่สุด โดยคิดเป็น 98.74% ของมูลค่าการชำระเงินออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งเรียกได้ว่าสามารถกินส่วนแบ่งพื้นที่การชำระเงินเกือบทั้งหมด โดยอีก 1.26% เป็นการชำระเงินผ่านช่องทาง e-Wallet

ในส่วนการขนส่งสินค้า ไปรษณีย์ไทย ยังคงเป็นแชมป์เช่นเคย โดยคิดเป็น 75.25% รองลงมาคือ บริการขนส่งโดยบริษัทจัดส่งสินค้า (เช่น DHL, Nim Express, FedEx, CJ, TNT, UPS) คิดเป็นร้อยละ 58.42%

3 เทรนด์ เทคโนโลยีตัวช่วย ของ Enterprise

1) Online Marketing: ช่องทางการตลาดออนไลน์ที่มี Return on Investment (ROI) และสร้างยอดขายมากที่สุด ของกลุ่ม Enterprise ได้แก่

อันดับที่ 1 Facebook คิดเป็น 30.61% ยังคงเป็นที่ 1 เหมือนเช่นปีก่อน อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยที่มีจำนวนผู้ใช้งาน Facebook สูงที่สุดอันดับ 8 ของโลก อันดับที่ 2 โฆษณาใน Google และ Youtube คิดเป็น 29.93% อันดับที่ 3 Line คิดเป็น 14.29%

2) Big Data: 100% ของ Enterprises ใช้ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้งบประมาณในการพัฒนาและใช้ Big Data/Data Analytics น้อยกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็น 46.15% ของผู้ประกอบการทั้งหมด

100% ของผู้ประกอบการจะนำข้อมูลส่วนนี้มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อนำเสนอสินค้า 92.85% ใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนการตลาด และ 85.71% ใช้วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมเพื่อวางแผนการจำหน่ายสินค้าและบริการ

3) AI (Artificial Intelligence): 76.93% ของ Enterprises ใช้ AI ช่วยพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ โดยผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยี AI ส่วนใหญ่ใช้งบประมาณสำหรับพัฒนาน้อยกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็น 38.46%

ผู้ประกอบการได้ใช้ AI เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ โดย 69.23% ใช้ช่วยเรื่องการให้บริการลูกค้า เช่น Chatbot, CRM รองลงมา ใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์การเคลมประกันและแจ้งเตือนต่าง ๆ รวมถึง Daily Operation 23.07% และ ช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคร่วมกับ Big Data 15.38%

“ภาษี กฎหมาย ส่งเสริม” 3 มาตรการ ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ

3 ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการทั้ง Enterprises และ SMEs ต้องการให้ภาครัฐให้การส่งเสริมและสนับสนุน ได้แก่

1) มาตรการทางภาษีอากร: ผู้ประกอบการ Enterprises มีความเห็นด้วยกับนโยบายการเก็บภาษี เมื่อมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศและระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านผู้ประกอบการ SMEs อยากให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการที่พึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจ เช่น การชะลอ หรือลดหย่อยภาษี เป็นต้น

2) มาตรการทางกฎหมาย: ผู้ประกอบการ Enterprises ต้องการให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมาย และข้อกำหนดต่าง ๆ ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มาจากต่างประเทศ เพื่อป้องกับการทุ่มตลาดและปกป้องผู้ประกอบการชาวไทยในตลาด e-Commerce ทางด้านผู้ประกอบการ SMEs ต้องการให้ภาครัฐผลักดันกฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภคทางออนไลน์ และกฎหมายรองรับการระงับข้อพิทพาททางออนไลน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

3) มาตรการส่งเสริม e-Commerce: ผู้ประกอบการ Enterprises ต้องการให้ภาครัฐจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องในการพัฒนาระบบ e-Commerce รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้าน e-Commerce และระบบโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต ทางด้านผู้ประกอบการ SMEs ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับ e-Commerce ให้แก่ประชาชนที่สนใจ เพื่อพัฒนาเป็นแรงงานที่มีคุณภาพสู่ตลาดงาน e-Commerce


ดาวน์โหลด รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2561 (Value of e-Commerce Survey in Thailand 2018) ได้ที่ : https://www.etda.or.th/publishing-detail/value-of-e-commerce-survey-in-thailand-2018.html