the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 26.03.2018 (1 ปีที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 16.09.2019 | อ่าน 3355

7 คุณสมบัติ เสริมทัพธุรกิจ e-Commerce


เมื่อการจับจังหวะบนโลกออนไลน์เป็นอีกความสามารถพื้นฐานที่พ่อค้าแม่ขายออนไลน์ต้องมี ใครจับจุดได้ดีกว่าย่อมถือไพ่เหนือกว่าคนอื่น ๆ นักวิเคราะห์ด้านการสื่อสารการตลาดชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก ได้ชี้ว่า ปี 2561 นี้จะมี 7 เทรนด์สำคัญที่คนทำอีคอมเมิร์ซควรจับตา โดยเฉพาะตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มาดูกันว่า 7 เทรนด์นี้จะเป็นเครื่องมือเสริมทัพให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณโตมากยิ่งขึ้นหรือไม่

  1. ชำระเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment)

ดูแค่มหกรรมลดราคาออนไลน์ในวันคนโสด ซึ่ง 70% ซื้อผ่านมือถือ ก็สะท้อนให้เห็นว่าการชอปบนมือถือนั้นโตไวมาก ๆ ที่สำคัญคือยักษ์ใหญ่ด้านอีเพย์เมนต์อย่าง Alipay และ WeChat Pay กำลังแผ้วถางทางออกจากจีน โดยเริ่มกับนักท่องเที่ยวจีน ทำให้เกิดการใช้อย่างกว้างขวางในโรงแรมขนาดใหญ่และภัตตาคาร โดยบริษัทแม่อย่าง Alibaba และ Tencent กำลังรุกคืบลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้

ปี 2561 เราก็จะเห็นตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลายมากขึ้น กระเป๋าเงินหรือ Wallet ในมือถือจะพบทั้งในร้านค้าปลีก ร้านออนไลน์ และในแอป เมื่อลูกค้าเริ่มเห็นประโยชน์และความสะดวกของกระเป๋าเงินในมือถือและกระเป๋าเงินดิจิทัล การใช้งานก็จะเพิ่มขึ้น และด้วยอิทธิพลของ Alibaba และ Tencent คาดว่าการลงทุนในตลาดการชำระเงินผ่านมือถือจะโตขึ้นไปอีก โดยคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 32,000 ล้านเหรียญภายในปี 2564

  1. จัดส่งภายในวันเดียว (Same-Day Delivery)

ผลการศึกษาเร็ว ๆ นี้พบว่า ผู้ซื้อถึง 1 ใน 4 จะทิ้งของในรถเข็นออนไลน์ทันทีหากไม่มีการจัดส่งสินค้าในวันเดียว แสดงให้เห็นว่าลูกค้าคาดหวังเรื่องเวลาในการจัดส่งสินค้าในเวลาสั้นที่สุด การแข่งขันที่มุ่งสู่ในเรื่องการจัดส่งในวันเดียวของอีคอมเมิร์ซจะเข้มข้นขึ้นในปี 2561 ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ก็เริ่มเปิดตัวบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวออกมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ เช่น Lazada Express หรือ Amazon Prime Now ในขณะเดียวกันบริการโลจิสติกส์ที่อิงกับแอป เช่น Uber Deliver, GrabExpress หรือ LINEMAN ก็สามารถให้บริการจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียว

  1. เข้าถึงลูกค้าหลากหลายช่องทาง (Omni Channel)

ผู้ค้าปลีกจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการใช้งานมือถือที่สามารถเชื่อมระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ให้แก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกที่ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบ end-to-end โดยเราได้เห็นรูปแบบการชอปออนไลน์แต่ไปรับของที่ห้างหรือร้านสะดวกซื้อ หรือสั่งจากห้างหรือร้านสะดวกซื้อ แต่ของส่งไปให้ที่บ้านโดยที่เรายังไม่ถึงบ้านด้วยซ้ำ จนอาจจะกลายเป็นความคาดหวังปกติของลูกค้าในยุคต่อไปได้เลย ดังนั้น นี่จึงอาจเป็นสิ่งที่แต่ละแบรนด์ต้องสร้างสรรค์ออกมาว่าแนวทางใดจะตรงใจผู้บริโภคของตัวเองมากที่สุด

  1. โต้ตอบผ่านโซเชียลและแชตบอต (Social Messengers & Chatbots)

การใช้แอปรับส่งข้อความนั้นไปไกลเกินกว่าแค่ใช้เพื่อในวงสังคมออนไลน์ โดยรายงานของ The Economist ระบุว่ามี ผู้ใช้กว่า 25,000 ล้านคนติดตั้งแอปรับส่งข้อความไว้อย่างน้อยหนึ่งแอปบนบนสมาร์ตโฟน ซึ่งในปีนี้ 2561 นี้ จะมีการนำ Chatbots มาใช้ประโยชน์กับแอปเหล่านี้ เพื่อสื่อสาร ให้ข้อมูล และตอบคำถามกับลูกค้าจนกลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น โดยเป็นไปได้ว่าเราจะเริ่มเห็นการปิดการขายด้วย Chatbots ในแอปพลิเคชันกันมากขึ้นอีกด้วย

  1. สร้างร้านให้เด่นบนอีมาร์เก็ตเพลส (Store in Store)

การที่แบรนด์ขายสินค้าในเว็บไซต์ของตนเอง เพราะแบรนด์นั้นมีอิสระในการพัฒนารูปแบบโครงสร้างเว็บไซต์ตัวเองได้ อย่างไรก็ตามเมื่อมีความนิยมในการชอปสินค้าบนอีมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ มากขึ้น ก็ยากที่แบรนด์ชั้นนำจะต่อต้าน นำมาสู่ความร่วมมือระหว่างอีมาร์เก็ตเพลสกับแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ ที่แบรนด์ต้องยอมนำสินค้าของตนเข้าไปขาย โดยแบรนด์สามารถสร้างหน้าร้านที่เป็นสไตล์ของตนเองให้โดดเด่นบนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส และเราจะเห็นแนวโน้มแบบนี้เพิ่มมากขึ้น ตราบใดที่คนยังนิยมชอปบนอีมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ

  1. ใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี (Blockchain & Cryptocurrency)

เป็นไปไม่ได้ว่าหากพูดถึงบล็อกเชน แล้วไม่เอ่ยถึงคริปโตเคอเรนซี อย่างบิตคอยน์ซึ่งเป็นคริปโตเคอเรนซีหนึ่งที่สร้างบนบล็อกเชน จากข้อดีของบล็อกเชนที่กระจายการเก็บข้อมูลไว้ที่ทุกคน หรือ decentralized และเป็นเทคโนโลยีที่มั่นคงปลอดภัยสูง สำหรับอีคอมเมิร์ซเอง แอปพลิเคชันใหม่ ๆ อาจจะใช้คริปโตเคอเรนซีเป็นตัวเลือกในการชำระเงินของลูกค้าได้ นอกจากนี้บล็อกเชนยังสามารถนำมาใช้ในกระบวนการของซัปพลายเชน การทำธุรกรรมและการจัดส่งสินค้า เพราะเป็นโซลูชันที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับการบันทึกข้อมูลและการติดตามสินค้า

อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 นี้ ความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ก็ขึ้นอยู่กับการยอมรับของประเทศต่าง ๆ ด้วย แม้ญี่ปุ่นจะโอบอุ้มเทคโนโลยีนี้แล้วโดยให้คริปโตเคอเรนซีชำระเงินได้ตามกฎหมาย แต่จีนดูเหมือนยังปิดกั้นอยู่ เช่นเดียวกับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย แต่สิงคโปร์ก็นำหน้าชาติอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าใส่ใจกับเทคโนโลยีนี้แล้ว และแม้จะยังไม่เห็นแอปใหญ่ ๆ ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในช่วงใกล้ ๆ นี้ แต่ปี 2561 เราก็อาจจะเห็นการยอมรับคริปโตเคอเรนซีที่มากขึ้นสำหรับลูกค้าและการนำบล็อกเชนมาใช้ในสเกลเล็ก ๆ ไปก่อน

  1. เตรียมรับข้อบังคับเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล GDPR ของ EU (General Data Protection Regulation)

ในที่สุด เราก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายที่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลก นั่นคือ GDPR ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม 2561 โดยแม้จะใช้สำหรับคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรปแต่ก็มีผลกับทั่วโลกในเรื่องการจัดการข้อมูลลูกค้า รวมทั้งร้านค้าออนไลน์ที่มีข้อมูลของลูกค้าจากภูมิภาคนี้ที่จะต้องได้รับการยินยอมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในการถือครองและรักษาข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแค่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ อีเมล เบอร์ติดต่อ หรือที่อยู่เท่านั้น แต่รวมถึงข้อมูลใด ๆ ที่สามารถชี้กลับมายังตัวบุคคลได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ใช้ระบุตัวตนบนโลกออนไลน์ หรืออัตลักษณ์บนโลกโซเชียล คนที่กำลังมองหาตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปจึงต้องศึกษากฎหมายนี้ให้ดี  

ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราจะต้องรู้จักพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นการจะทำธุรกิจให้สำเร็จก็เป็นไปได้ยากจริง ๆ ปี 2561 เป็นอีกปีหนึ่งที่มีเทรนด์ใหม่ ๆ ให้เราเกาะติดเพื่อตามให้ทัน และเลือกนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับธุรกิจออนไลน์ของเรา

ทาง ETDA เอง ก็หมั่นเสิร์ฟกลยุทธ์ใหม่ ๆ ให้กับเหล่าผู้ประกอบการทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทางสื่อออนไลน์ และทางการอบรมที่ ETDA หรือการลงพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ด้วยภารกิจของ ETDA ในการโปรโมตอีคอมเมิร์ซไทยและดูแลให้การทำอีคอมเมิร์ซมี Security มากที่สุดนั่นเอง

อ้างอิงจาก : Campaignasi