email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 08.09.2017 (3 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 14.12.2017 | อ่าน 1370

Blockchain กับพัฒนาการสู่ New Trust Economy (ตอนที่ 2)


ในวันที่ Blockchain ได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ เหล่ากูรูที่ ETDA เชิญมาร่วมเวที ได้ฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากเรียนรู้เรื่อง Blockchain เพื่อร่วมมองไปข้างหน้า กับการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปสู่ Trust Economy 

 

ค้นคว้า เรียนรู้ และพบปะ เพื่อเติบโต

ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ข้อมูลนั้นมีค่อนข้างมากในอินเทอร์เน็ต เพียง Search คำว่า Blockchain ก็จะเห็นเทรนด์นี้สูงอย่างก้าวกระโดด หากคิดจะเขียน Smart Contract ให้ลองดู Ethereum ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ส่วนของหนังสือก็มีออกมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่แนะนำการทำ Smart Contract การ Distribute Application ฯลฯ นอกจากนั้น ยังมีพวกคอร์สอบรมอยู่ตามเว็บ Coursera หรือ EdX นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็กำลังจะเปิดหลักสูตรปริญญาตรีชื่อ Digital Transformation ซึ่งจะมีคอร์สเกี่ยวกับ Cryptocurrency และเทคโนโลยี Blockchain ด้วย  

ดร.ภูมิ ภูมิรัตน์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้าน Security จาก บริษัท จีเอเบิล กล่าวว่า นอกจาก Ethereum อยากให้มอง Hyperledger ด้วย แม้ Toolchain ของภาษานี้จะยังไม่เทียบเท่า แต่ Smart Contract ของ Hyperledger ที่เป็น Traditional Language สามารถนำเอา Library มาใช้ได้เลย ซึ่งอยากให้มอง Ethereum และ Hyperledger เป็นทางเลือกของกันและกัน มีประโยชน์ที่ไม่เหมือนกัน และมี Community ที่ต่างกัน ซึ่งตอนนี้ในไทย ทั้งสองกลุ่มก็เริ่มมีการจัดพบปะกัน ซึ่งการพบปะกันก็จะทำให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากคนที่เขาทำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ทำสิ่งเดียวกับเรา

สุวัฒน์ หงษ์วิวัฒน์ Client Technical Architect จาก บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าใครจะเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชัน ให้ลองไป Search ดู Blockchain101 ว่า Blockchain ทำอะไรได้บ้าง ต้องเพิ่มความรู้ส่วนนั้น หลังจากนั้น ถ้าจะเริ่มเขียนโปรแกรมจริงก็ลอง Ethereum กับ Hyperledger โดย IBM มี bluemix.net ซึ่งสามารถให้เข้าไปเทสต์ได้ สำหรับ Hyperledger และยังพวก Sample Code อยู่บน GitHub ซึ่งอาจจะเป็นจุดตั้งต้นง่าย ๆ สำหรับใครที่จะเริ่มต้นทำ Blockchain ได้

  

ตลาดเมืองไทย ใครสนใจ Blockchain

พุทธิพร หงษ์สุรกุล ซีอีโอ บริษัท เอ็นเทอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในประเทศไทยตอนนี้มีผู้สนใจBlockchain อยู่มาก ซึ่งจากการวิจัยของบริษัทตัวเองว่าตลาดเมืองไทยมีใครสนใจ Blockchain บ้าง และสนใจจะนำไปทำอะไรในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 พบว่า กลุ่มที่สนใจมากที่สุดคือ Startup และส่วนบุคคล คือ 22% เท่ากัน โดย Startup ต้องการนำไปเสริมเขี้ยวเล็บให้แพลตฟอร์ม สำหรับส่วนบุคคลนั้นจะสนใจเรื่องของเหมืองขุดค่อนข้างเยอะ ส่วนการนำไปใช้ ส่วนใหญ่เป็นวงการการเงินและธุรกิจไอที เท่ากันคือ 22% โดยธุรกิจไอทีเอาไปช่วยระบบหลังบ้านของไอที นอกจากนั้ยังมีเว็บไซต์ https://blockchain.fish ที่ให้ความรู้ในเรื่อง Blockchain แบบง่าย ๆ และให้ทดลองใช้งานในสาย Ethereum

ดร.ภูมิ กล่าวต่อไปว่า ถ้าอยากกระโดดลงมาในเรื่องของ Blockchain มี 2-3 บทบาทหลัก ๆ ที่ยังขาดอยู่ คือ

  • โปรแกรมเมอร์ ที่เป็นคนเขียน Smart Contract และแอปพลิเคชันบน Blockchain
  • ดีไซเนอร์ ที่เป็นคนออกแบบแอปพลิเคชัน ซึ่งต้องมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์การเงิน และอื่น ๆ มาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าจะออกแบบให้ดีจริง
  • Security ซึ่งแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ Application Security แม้ Blockchain ไม่สามารถแฮกได้ แต่แอปพลิเคชันที่เขียนบน Blockchain ถ้า Logic ไม่ดีก็อาจโดนแฮกได้ และอีกด้านคือ เทคโนโลยี Cryptography เพราะ Blockchain ใช้ Cryptography เยอะมาก เช่น การเขียนแอปพลิเคชันที่เอาข้อมูลส่วนบุคคลไปใส่ ขณะที่ทุกคนเห็นข้อมูลหมด อ่านแล้วไม่รู้คนคนนี้อายุเท่าไหร่ แต่สามารถเขียนฟังก์ชันที่เช็กได้ว่า อายุเกิน 21 ปีไหม เป็นเขียนอายุลงไป โดยที่ไม่มีใครอ่านอายุออกเลย แต่มั่นใจว่าคนนี้อายุเกิน 21 ปี

คนมีบิตคอยน์ ต้องระวังอะไรบ้าง

ดร.จิรพล กล่าวว่า สำหรับคนที่เริ่มต้น การที่จะมีบิตคอยน์ (Bitcoin) สักอันไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะสามารถสร้างความตื่นเต้นและอาจจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ การจะมีในเมืองไทยคือ Exchange Market ซึ่งมีหลาย ๆ เวนเดอร์ที่ขาย โดยเราสามารถสร้างกำไรด้วยการเทรด ข้อดีของตลาดบิตคอยน์คือ เปิด 24 ชั่วโมง สามารถขายได้ทุกวัน วิธีที่ต้องระวังคือ มีการเก็บแบบไหน หลายคนอาจใช้วิธีเก็บในฮาร์ดแวร์หรือเก็บแบบ Local ที่เครื่องตัวเอง ซึ่งถ้าไม่มีการต่ออินเทอร์เน็ตก็ทำให้มั่นใจได้ว่าบิตคอยน์ของเราจะไม่หายไปไหน

ดร.ภูมิ กล่าวว่า Bitcoin Wallet มีระดับความปลอดภัยที่ต่างกัน ต้องไปพิจารณาเลือก โดยประเภท Online Wallet คือโอนไปฝากไว้ที่แอปพลิเคชันจะเหมือนเอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคาร ซึ่งถ้าเขาถูกแฮกเงินเราก็ไปด้วยได้ ข้อดีคือพวกนี้มักไม่คิดค่าธรรมเนียมเวลาเราโอนเข้าโอนออก ถ้าเป็นเงินที่พร้อมจะเสี่ยงก็เอาไปฝากลักษณะนั้นได้ และมีแบบ Offline Wallet คือเราสามารถที่จะมีโมบายแอปพลิเคชันที่เราสร้าง Key ด้วยตัวเองได้ เป็น Wallet ที่ในโลกนี้ไม่มีเลยนอกจากในมือถือเรา และพวกนี้จะมีความสามารถว่า ถ้ามี 2 เครื่องซิงก์ Key กันได้ ซึ่งวิธีนี้มีความเสี่ยงต่ำลง ถ้าไม่มีใครมาแฮกมือถือเราก็จะไม่หายไป เมื่อไปเทียบกับระบบออนไลน์

“ถ้าไม่มีใครมาแฮกมือถือเรา มันก็จะไม่มีวันหายไป ซึ่งโอกาสที่คนจะมาแฮกมือถือเรา เพื่อขโมย 1 บิตคอยน์ของเรานั้นต่ำมาก เมื่อไปเทียบกับระบบออนไลน์ ซึ่งในนั้นมี 1 บิตคอยน์เรา และในนั้นมีบิตคอยน์ของอีกแสนคนอยู่ ซึ่งน่าแฮกกว่ากระเป๋าเงินเราเยอะ”

และถ้ากลัวการแฮกโดยสิ้นเชิง คือใช้ Hardware Wallet ซึ่งถ้าขโมยออกไปก็ถอด Key ไม่ได้ ถ้าไม่มี Pin Code ของเรา และยังมีฮาร์ดแวร์ที่ซิงก์ได้ ก็สามารถเก็บไว้ในลิ้นชักที่บ้านได้ ป้องกันการหายได้ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง

สุวัฒน์ กล่าวว่า ปกติเวลาแฮก เขาอาจจะทายพาสเวิร์ด หรือ Pin Code ของเราได้ เพราะฉะนั้น ใครตั้งเป็น วันเดือนปีเกิดของตัวเอง วันเดือนปีเกิดลูกอะไรพวกนี้ ก็อาจจะต้องคิดว่าถ้าคนเขาต้องการแฮก เขาอาจจะทำอย่างนั้นได้ นั่นคือวินัยเรื่องการตั้งพาสเวิร์ด และอีกอย่างหนึ่งคือ เวลามี SMS หรืออีเมลแปลก ๆ เข้ามา เราก็คลิกเลย ซึ่งอาจจะไปเอามัลแวร์มาอยู่ในเครื่องเรา ซึ่งตอนนี้ มัลแวร์พวกนี้ก็ฉลาดมาก ถ้ามาอยู่ในมือถือแล้วดัก SMS OTP เรา รู้รหัสเข้า Internet Banking ได้ง่าย ๆ สั่งโอนเงินรับ OTP มา คีย์ให้เองเสร็จสรรพเรียบร้อย โดยไม่ขึ้นอะไรที่มือถือเลย ดังนั้น วินัยในการบริหารจัดการพวกนี้เราจะต้องมีเพิ่มเติมด้วย เพราะเราจะไม่ทราบเลยว่าคนที่พยายามจู่โจมนั้นไปถึงไหนแล้ว

พุทธิพร เสริมว่า Hardware Wallet มีทั้งแบบค่าใช้จ่าย และแบบไม่มีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า Cold Storage ด้วย โดยให้พรินต์ Key ของเรามาเก็บไว้ แล้วให้ลบ Key ในเครื่องเราออก หรือเอาฮาร์ดดิสก์ที่สร้าง Key ตัวนี้ไปทำลายก็ได้ แล้วเราก็เอานำตัวพรินต์เก็บไว้ในตู้เซฟ เป็นอีกแบบที่ปลอดภัยและเสียค่าใช้จ่ายต่ำ

ภาครัฐพร้อมแค่ไหน ทำให้ประชาชนมั่นใจอย่างไร

ดร.จิรพล กล่าวว่า รัฐบาลหลาย ๆ ประเทศพยายามบล็อกบิตคอยน์ ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเชื่อว่าถ้าปล่อยให้เข้ามา การใช้เครื่องมือในการควบคุมทางการเงินก็จะยากขึ้น แต่ประเทศญี่ปุ่นกลับอนุญาตให้ถูกกฎหมาย ซึ่งไม่ควรประเมินค่าเทคโนโลยีนี้ต่ำ เพราะเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คนก็เคยไม่เชื่อว่าอินเทอร์เน็ตมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเชื่อว่า Blockchain ก็คล้าย ๆ กัน โดยส่วนตัว มองว่าเกิดแน่ ๆ คือเป็น GPT (General Purpose Technology) คล้าย ๆ อินเทอร์เน็ต อยู่ที่เวลาจะเมื่อไร ในแง่ภาครัฐ คนที่จะโดน Disrupt ด้วยเทคโนโลยี Blockchain คือคนที่ดูแลข้อมูล Centralize ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ธปท. ถ้าคนหันมาใช้บิตคอยน์กันหมด ความสามารถในการควบคุมดูแลเงินตราต่าง ๆ ก็ลดลง ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ภาครัฐต้องไปศึกษาเทคโนโลยีนี้ก่อน ถ้าโดยรวมแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ภาครัฐก็ควรจะออกระเบียบหรือกฏเกณฑ์ที่สนับสนุนเรื่องนี้ ก็ลดบทบาทตัวเองลงในการ Centralize ลง ซึ่งจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการให้เสรีภาพและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น ให้ประชาชนได้ประโยชน์ทุกคน

ดร.ภูมิ เสริมว่า ต้องเป็นภาระของทั้ง 2 ฝ่าย ประชาชนจะบอกว่ารัฐมีหน้าที่พิสูจน์จนมั่นใจว่าปลอดภัยก็ไม่เป็นธรรม ประชาชนเองก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมเรียนรู้ด้วยว่าเทคโนโลยีนี้จริง ๆ น่าเชื่อถือมากกว่า ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ รวมตัวกันไปหรือหาคนที่มีความรู้มากพอเข้าไปมีส่วนร่วมผ่านมูลนิธิหรือภาคประชาสังคมเพื่อตรวจสอบว่า เทคโนโลยีนี้มั่นคงปลอดภัยจริง ซึ่ง Blockchain นั้นจะปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกวิธี ซึ่งก็ดีกว่าเทคโนโลยีอื่นที่ต่อให้ถูกวิธีก็ยังไม่ปลอดภัย

สุวัฒน์ กล่าวว่า ถ้าทำแล้วมีประโยชน์ ประชาชนก็จะใช้ อย่างพร้อมเพย์ก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ จากข้อดีก็คือ โอนเงินแล้วไม่เสียค่าธรรมเนียม และโอนแล้วเข้าไปปลายทางทันที เพราะฉะนั้นถึงมองว่าสิ่งที่ภาครัฐทำแล้วมีประโยชน์ และประชาชนเห็นถึงประโยชน์นั้น เขาก็จะใช้ โดยไม่ได้ตั้งคำถามถึงเทคโนโลยีที่อยู่ภายใต้มากนัก

  

ติดตามตอนที่ 1 ได้ที่ https://www.etda.or.th/content/%E0%B8%BAblockchain-evolution-to-new-trust-economy-ep1.html
ดูคลิปเวทีพูดคุยย้อนหลังที่  
https://www.youtube.com/watch?v=4Cq9kSV156w