email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 14.07.2017 (5 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 15.12.2017 | อ่าน 1952

Cyberbullying ภัยเงียบเยาวชน


ทุกฝ่ายต้องตื่นตัว รู้เท่าทันการใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพราะสุดท้ายแล้วอีกฟากหนึ่งของจอก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน จึงต้องเคารพความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย เขาอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่อย่าลืมว่าเราเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเช่นกัน 

Cyberbullying ภัยเงียบเยาวชน: เด็กแกล้งกันผ่านโลกออนไลน์ ครูและผู้ปกครองจะจัดการอย่างไร” เป็นหัวข้อเสวนาน่าสนใจหัวข้อหนึ่งจากงาน Thailand Cybersecurity Week 2017 เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ ทั้งอาจารย์ แพทย์ นักจิตวิทยา และองค์กรภาคเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนี้

Cyberbullying คุกคามคนที่เป็นเหยื่อมาก โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน

พญ.เบญจพร ตันตสูติ โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า เด็กทุกคนอาจจะเคยประสบการรังแกกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน ซึ่งเป็นการแกล้งกันต่อหน้า แต่เมื่อถึงยุคที่มีอินเทอร์เน็ต การกลั่นแกล้งรังแกได้ไปเกิดในโทรศัพท์มือถือ ในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ นั่นคือ Cyberbullying ซึ่งความรุนแรงตรงนี้นั้นมาก เพราะว่าสามารถไปได้ทุกที่ แม้กระทั่งในที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน คือ ในบ้านและในห้องนอน ถึงแม้ว่าเราจะกลับบ้านและนอนแล้ว เพียงแค่เปิดสมาร์ตโฟนขึ้นมา อาจจะมีใครบางคนเอารูปเราไปตัดต่อและโพสต์ในเชิงเสียหาย เพราะฉะนั้น Cyberbullying จึงคุกคามคนที่เป็นเหยื่อมาก โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน

ผลกระทบที่พบบ่อย ๆ คือ เรื่องของผลการเรียนที่ตกต่ำ เรื่องของคุณค่าในตัวเองที่ลดต่ำลง ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล และที่แย่ที่สุดคือ ความเชื่อมโยงกับการทำร้ายตัวเอง และการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

  

น่าเป็นห่วงคือเมื่อเกิดเรื่อง เด็กส่วนใหญ่เลือกที่จะปรึกษาเพื่อน

เอษรา วสุพันธ์รจิต นักจิตวิทยาคลินิกประจำสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้นำผลการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเรื่อง Cyberbullying จากเด็กนักเรียนชั้น ม.ต้น ประมาณ 1,149 คน พบว่า เด็กใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉลี่ยประมาณ 5.51 ชั่วโมง/วัน หรือเกือบจะ 1 ใน 3 ของวัน เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสพบเจอเรื่อง Cyberbullying ตามไปด้วย โดยพบว่า เด็กไทยเป็นทั้งผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งหรือเหยื่อ และฝ่ายที่ไปกลั่นแกล้งคนอื่นเช่นกัน รูปแบบการกลั่นแกล้งที่พบบ่อยที่สุด คือ การถูกล้อเลียน/ตั้งฉายา รองลงมาคือ การถูกเพิกเฉยละเลย ลำดับถัดไปคือ ไม่ได้รับการเคารพในสิทธิ ในลักษณะของการถูกดูถูก

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเมื่อเกิดเรื่อง เด็กส่วนใหญ่เลือกที่จะปรึกษาเพื่อน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของต่างประเทศ รองลงไปก็คือ ผู้ปกครอง พี่น้อง และแฟน ตามลำดับ โดยอันดับสุดท้ายคือ ครู        

ไม่อยากได้ยินเลยว่า หนูทำใจเถอะ เรื่องเล็ก ๆ ใคร ๆ เขาก็โดน

ดร.รับขวัญ ภูษาแก้ว โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า ดังนั้น คนเป็นครูจึงละเลยและเพิกเฉยในเรื่องนี้ไม่ได้ เมื่อก่อนคือแกล้งคนต่อคน เรียก “ไอ้อ้วน!” คนถูกเรียกก็รับรู้แล้วจบไป แต่ทุกวันนี้เรียกเสร็จแล้วไปโพสต์ต่ออีก หรือไปตัดต่อรูปหน้าหมูมาใส่เพื่อนอีก เพื่อที่จะล้อเลียนกันว่าอ้วน การทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ มีความทุกข์ใจ นั่นก็คือการแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียน การตัดต่อภาพ การเพิกเฉยไม่มากด Like ก็เจ็บปวดได้เช่นเดียวกัน ครูก็ต้องแนะนำเด็ก ๆ ว่า หากเขาถูกแกล้ง เป็นสิทธิของเขาที่จะบอกเพื่อนว่า อย่าทำอีก ให้ลบ เพราะเราไม่ชอบ เราไม่พอใจ แต่ถ้าเพื่อนยังดื้อดึงที่จะทำ ก็ให้มาแจ้งครู และครูทุกคนจะต้องดูแลและช่วยเหลือเด็ก หากเด็กมาขอความช่วยเหลือ ถ้าครูคนนั้นไม่มีความเชี่ยวชาญก็ให้ครูคนนั้นไปขอความช่วยเหลือจากครูคนอื่น และที่สำคัญครูห้ามนำเรื่องของเด็กไปพูดต่อ เพราะครูจะเป็นคนกลั่นแกล้งเด็กต่อถ้าทำแบบนั้น

เป็นหน้าที่ของครูทุกคน ต้อง take action คือ ไม่อยากได้ยินเลยค่ะว่า โอ๊ย! หนูทำใจเถอะ เรื่องเล็ก ๆ ใคร ๆ เขาก็โดน หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นครู เราได้ยินอะไรแบบนี้ เราจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ความทุกข์ใจเล็ก ๆ ของเด็ก มันเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ใจที่ยิ่งใหญ่ และอาจจะนำไปสู่การสูญเสียที่เราอาจจะนึกไม่ถึง เพราะฉะนั้น อยากจะเชิญชวนครูทุกคน เพราะอยู่ใกล้ชิดกับเด็กที่สุดเวลาอยู่ที่โรงเรียน ว่าอย่าละเลยความรู้สึกเล็ก ๆ ของเด็ก สิ่งที่สำคัญ อย่าโพนทะนาเรื่องของเขา เพราะครูจะเป็นคน bullying เขาต่อไป ถ้าทำแบบนั้น เราต้องช่วยเขา เพราะถ้าเราช่วยได้หนึ่งคน มันจะเป็นการช่วยที่ยิ่งใหญ่”

 

สำคัญมาก ๆ ในการให้ความรู้ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ในโรงเรียน

ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา หัวหน้าฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า การกลั่นแกล้งเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กับนักเรียน เขาไม่รู้ว่าสิทธิของเขาอยู่ตรงไหนในการที่จะปฏิเสธการโดนกลั่นแกล้ง เราจึงควรให้ความสำคัญมาก ๆ ในการสอนหรือให้ความรู้โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็ก ๆ ในโรงเรียน ซึ่งทาง LINE ในฐานะแบรนด์ที่เป็นมิตรกับคนทุกวัยก็มีโปรแกรมการสอนที่เรียกว่า Digital Literacy Program ไปสอนให้เด็กรู้ว่า การที่จะมีตัวตนอยู่บนโลกอินเทอร์เนตต้องรู้อะไรบ้าง ประพฤติตัวกันอย่างไร และที่ไม่ควรมองข้ามคือ การดูแลสิทธิความเป็นส่วนตัวของตัวเอง

“ง่าย ๆ เลยคือ พาสเวิร์ดตั้งกันเป็นหรือยัง จะต้องรักษากันอย่างไร เพราะถ้าเกิด Identity Thief มีการสร้างตัวตนปลอมแล้วไปทำโน่นนี่ เราต้องให้ความรู้เขาว่า จริง ๆ แล้วพาสเวิร์ด มันไม่ใช่แบบว่า ให้เพื่อนเอาไปใช้ ต้องเริ่มจากการดูแลข้างต้น เพราะว่าเทคโนโลยีก็จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ ต้องรักษาข้อมูลส่วนตัวของเขา”

ปล่อยให้ลูกใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตตามสบาย ถือว่าเป็นพ่อแม่ที่ขาดความรับผิดชอบ

พญ.เบญจพร ฝากไปถึงพ่อแม่ของเด็ก ๆ ว่า เป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ก่อนที่จะมอบอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ให้ลูก ไม่ใช่พอถึงเวลาที่อยากจะซื้อสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตให้ลูก ก็ปล่อยให้ลูกเอาไปใช้ได้ตามสบาย ถ้าทำอย่างนั้นถือว่าเป็นพ่อแม่ที่ขาดความรับผิดชอบ แต่พ่อแม่ควรจะต้องบอกกฎกติกา มารยาท และความระมัดระวังในการที่ลูกจะใช้สื่อสังคมออนไลน์หรืออะไรอื่น ๆ ที่มีในอุปกรณ์เหล่านั้น  

“การที่เขาจะติดต่อกับคนแปลกหน้า เล่นเฟซบุ๊กแล้วมีคนมาขอเป็นเพื่อน แล้วไม่รู้จักจะต้องรับไหม เวลาเขาโพสต์อะไรต่าง ๆ นานา ถ้าโพสต์เป็น public ทุกคนในโลกมีสิทธิ์เห็นโพสต์ของเขา เล่าให้เขาฟังกรณีต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นจริง Cyberbully ในสังคมมีมากมาย ให้เขาได้รู้ว่าผลดีผลเสียในการโพสต์ต่าง ๆ มีอะไรได้บ้าง”

สิ่งที่สำคัญคือ พ่อแม่จะต้องคุยกับลูก สร้างสัมพันธภาพที่ดี เช่น เพื่อนเป็นอย่างไรบ้าง โดยคุยให้เป็นเรื่องธรรมดาปกติ และบอกในเรื่องนี้ด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งลูกถูกแกล้ง ให้เขาบอกผู้ใหญ่ บอกพ่อแม่ได้ ไม่ต้องกลัว เพราะฉะนั้นลูกก็จะได้รับความปลอดภัยและมั่นคง เมื่อเขาได้บอกกับพ่อแม่ หลังจากนั้นก็คือการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นว่าจะมีวิธีอะไร อย่างไรกันต่อไป

“ควรจะต้องพูดคุยกันได้ เปิดโอกาส ยอมรับมุมมองในการจัดการปัญหาของเด็ก โดยให้คำแนะนำ และรับฟังเขามาก ๆ อันนี้สำคัญจริง ๆ”     

เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องตื่นตัวและรู้เท่าทัน

เอษรา เสริมว่า พ่อแม่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเก่งกว่าลูกหรือจะต้องรู้ทุกอย่าง แต่อย่างน้อยให้ตระหนักว่า เทคโนโลยีที่มีด้านบวก อีกด้านหนึ่งก็ต้องเฝ้าระวัง และไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องตื่นตัวและรู้เท่าทัน ที่สำคัญคือการเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เพราะทุกคนต่างก็มีความบกพร่อง และไม่ใช่เรื่องสนุก ถ้าจะเอาความบกพร่องนี้มาประจานต่อหน้าคนอื่น

เอษรา กล่าวต่อไปว่า การให้ความรักและให้ความเคารพซึ่งกันและกันคือจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดทอนเรื่องของการกลั่นแกล้งรังแก ส่วนในเรื่องของการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ด่านแรกที่ขอให้เพิ่มเติมเข้าไปในตัวทุกคนคือ “การรับฟัง”

“สิ่งที่เราทำได้อาจจะเป็นเรื่องของการรับฟัง ฟังว่าเขาเจ็บปวดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร สิ่งที่เราจะทำต่อไป เช่น แล้วเราจะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไรดี ไปหาคนที่มีความรู้ไหม ไปหาคนที่ช่วยในเรื่องเยียวยาจิตใจไหม หรือว่าแม้กระทั่ง อาจจะจำเป็นในเรื่องของกฎหมาย เพราะฉะนั้นด่านแรกเลยคือ ฟังก่อนว่าคนที่โดนมารู้สึกอย่างไร”

ก่อนทิ้งท้ายว่า บางคนอาจจะทำไปไม่ได้ตั้งใจ แค่นึกสนุกกด Like กด Share ไปต่อ อยากให้ทุกคนระวังตัวเองตรงนี้ ทันทีที่เห็นเหตุการณ์อยากให้หยุดคิดว่า ถ้าเรากด Like ไป อาจจะกำลังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำร้ายคนที่เป็นเหยื่อหรือไม่ ยิ่ง Like มาก แสดงว่าเรื่องนั้นได้รับความสนใจมาก การกลั่นแกล้งยิ่งถูกตอกย้ำลงไปว่า เขาไม่เป็นที่ต้องการ เขาเป็นที่ถูกทำให้น่าอับอายหรือไม่ เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอในทุก ๆ ครั้ง ก่อนที่จะคลิกลงไป

“หยุดคิดสักนิดว่า อีกฝั่งเป็นมนุษย์เหมือน ๆ กัน เป็นคนเหมือนกับเรา ที่อาจจะไม่ได้ perfect อาจจะไม่ได้ดีงามทุกอย่าง อาจจะไม่ใช่คนดีที่สุด แต่เขาก็ยังมีความรู้สึก มีความเป็นมนุษย์เหมือน ๆ เราเหมือนกัน อยากให้หยุด แล้วก็คิดตรงนี้”

ดาวน์โหลดสไลด์ รายงานวิจัย โดย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลคลิก

ชมการเสวนาย้อนหลัง คลิก